⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 123/2565

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 123/2565

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขยายกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากจะบังคับกันได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่เท่านั้น และการทำหลักฐานเป็นหนังสือในการขยายกำหนดเวลาไถ่เป็นสาระสำคัญ มิใช่เพียงแบบพิธี

ย่อคำพิพากษา

แม้การขยายกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝาก กฎหมายจะมิได้บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ จึงจะบังคับกันได้ดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 496 เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการขยายเวลาไถ่โดยทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์เป็นผู้รับไถ่ไว้โดยผู้แทนของโจทก์ตามความประสงค์ของนิติบุคคลซึ่งย่อมแสดงออกโดยผู้แทนนิติบุคคลตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 กรณีการทำหลักฐานเป็นหนังสือในการขยายกำหนดเวลาไถ่ จึงเป็นสาระสำคัญ มิฉะนั้นไม่อาจบังคับกันได้ หาใช่เป็นเพียงแบบพิธีที่ต้องทำกันภายหลังครบกำหนดเวลาขายฝากดังที่จำเลยฎีกาไม่ แม้จำเลยนำสืบว่า ป. บุตรจำเลยซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยให้เป็นผู้เจรจาตกลงได้ติดต่อกับ ส. ประธานกรรมการของโจทก์ ทางแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งมีข้อความที่ ป. ขอไปพบ ส. เพื่อทำสัญญาและนำของขวัญไปมอบให้ ส. ที่ให้โอกาสต่อสัญญาอีก 1 ปี ก็เป็นข้อความที่เกิดจากการส่งข้อความของ ป. แต่ฝ่ายเดียว โดยที่ ส. มิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการสนทนาโดยการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่จะต้องนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 ที่บัญญัติให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้วมาใช้บังคับ เมื่อครบกำหนดเวลาไถ่จำเลยมิได้ชำระสินไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝาก กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งขายฝากจึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 492 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ทรัพย์สินซึ่งขายฝากทำให้โจทก์เสียหายจึงเป็นการละเมิด การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยจึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.70 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.492 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.496 พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม.8

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7584 และ 12115 และสิ่งปลูกสร้างบ้าน 2 ชั้น เลขที่ 82 กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรืออาคารพาณิชย์ที่จำเลยก่อสร้างขึ้นบนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว หากจำเลยไม่กระทำดังกล่าว ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์พร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยก่อสร้างขึ้นบนที่ดินจนเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7584 และ 12115 และบ้านเลขที่ 82 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 7584 กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรืออาคารพาณิชย์ที่ก่อสร้างในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและชำระค่าเสียหายเดือนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและรื้อถอนจนเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2558 จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 7585 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 82 และที่ดินโฉนดเลขที่ 12115 รวมราคาที่ขายฝาก 73,000,000 บาท ไว้กับโจทก์ กำหนดเวลาไถ่ถอนภายใน 1 ปี และสินไถ่ 82,855,000 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาไถ่ จำเลยไม่ได้ไถ่ทรัพย์ซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่ออกไป 1 ปี ให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สินซึ่งขายฝากมีกำหนดเวลาไถ่ภายใน 1 ปี ซึ่งจำเลยต้องชำระเงินค่าสินไถ่ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 แม้หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระเงินค่าสินไถ่ นางปุญชรัศมิ์ได้นัดหมายกับนางสาวสิริลักษณ์รับประทานอาหารกลางวันร่วมกันที่ร้านอาหารภายในคริสตัลดีไซน์เซ็นเตอร์และพูดคุยกับนางสาวสิริลักษณ์เรื่องขยายระยะเวลาการขายฝาก และนางสาวสิริลักษณ์ยินยอมขยายกำหนดเวลาไถ่ให้ 1 ปี แต่การขยายกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากแม้กฎหมายมิได้บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ จึงจะบังคับกันได้ ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 496 ซึ่งวรรคหนึ่งบัญญัติว่า "กำหนดเวลาไถ่นั้น อาจทำสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ได้..." และวรรคสองบัญญัติว่า "การขยายกำหนดเวลาไถ่ตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือผู้รับไถ่..." เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการขยายเวลาไถ่โดยทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์เป็นผู้รับไถ่ไว้โดยผู้แทนของโจทก์ตามความประสงค์ของนิติบุคคลซึ่งย่อมแสดงออกโดยผู้แทนนิติบุคคล ทั้งนี้ตามข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งจะได้กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 กรณีการทำหลักฐานเป็นหนังสือในการขยายกำหนดเวลาไถ่ จึงเป็นสาระสำคัญในการขยายกำหนดเวลาไถ่ มิฉะนั้นไม่อาจบังคับกันได้ หาใช่เป็นเพียงแบบพิธีที่ต้องทำกันภายหลังครบกำหนดเวลาขายฝากได้ดังที่จำเลยฎีกาไม่ และแม้จำเลยนำสืบว่านางปุญชรัศมิ์ได้ติดต่อกับนางสาวสิริลักษณ์ทางแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งมีข้อความที่นางปุญชรัศมิ์ขอไปพบนางสาวสิริลักษณ์เพื่อทำสัญญาและจะนำของขวัญเป็นเครื่องประดับที่เป็นเข็มกลัดไปมอบให้นางสาวสิริลักษณ์ที่ให้โอกาสต่อสัญญาอีก 1 ปี ก็เป็นข้อความที่เกิดจากการส่งข้อความของนางปุญชรัศมิ์แต่ฝ่ายเดียว โดยที่นางสาวสิริลักษณ์ซึ่งเป็นประธานกรรมการของโจทก์มิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการสนทนาโดยการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่จะต้องนำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 ที่บัญญัติให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดงแล้วมาใช้บังคับ ดังนั้น เมื่อครบกำหนดเวลาไถ่จำเลยไม่ได้ชำระสินไถ่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งขายฝากจึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 492 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ทรัพย์สินซึ่งขายฝากทำให้โจทก์เสียหายจึงเป็นการทำละเมิด การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยจึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามลำดับ และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" และมาตรา 224 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น" และโดยที่มาตรา 6 และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 อันเป็นวันผิดนัดนั้น จึงตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชกำหนดดังกล่าวโดยอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ยังคงเป็นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี แม้ปัญหานี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน 80,000 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและรื้อถอนจนเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 123/2565 บริษัท ป. โจทก์ นาง บ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ป. · จำเลย - นาง บ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เศกสิทธิ์ สุขใจ · น้ำเพชร ปานะถึก · อรุณี วีระรัศมี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวุฒิพงษ์ แจ่มกระจาย · ศาลอุทธรณ์ - นางสาวจิตตรา กาญธนะประเสริฐ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.311/2564

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2032/2542ฎีกา 3421/2538ฎีกา 5735/2538ฎีกา 1235/2567ฎีกา 129/2501ฎีกา 886/2515ฎีกา 295/2508ฎีกา 9842/2544ฎีกา 10757/2553ฎีกา 128/2516ฎีกา 7400/2540ฎีกา 3145/2535ฎีกา 2465/2515ฎีกา 3642/2554ฎีกา 3551/2543ฎีกา 8089/2556ฎีกา 3160/2545ฎีกา 3776/2547ฎีกา 6807/2539ฎีกา 1529/2501ฎีกา 2269/2543ฎีกา 1532/2537ฎีกา 1361/2527ฎีกา 114/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา