⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1154/2567

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1154/2567

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ชอบด้วยเหตุผลประการใด เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจรับไว้พิจารณาได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น คงมีการแก้ไขเฉพาะคำว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นศาลฎีกา และมีส่วนเพิ่มเติมจากอุทธรณ์ไปบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่าพิพากษาไม่ชอบอย่างไร หรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพราะเหตุใด ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ได้ โจทก์บรรยายฟ้องและเบิกความแยกการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองกับพวกว่า ระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2563 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองกับพวก กระทำความผิดต่อกฎหมายต่างกรรมต่างวาระโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ว่า บริษัท ส. มีโครงการเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมลงทุนซื้อวัตถุดิบเข้าโรงงานเพื่อผลิตสินค้าและส่งออกต่างประเทศและบริษัทจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์หรือผู้ร่วมลงทุนร้อยละ 10 ของเงินลงทุน ซึ่งหักภาษีแล้ว งวดแรกจะได้รับเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่ลงทุน และงวดต่อไปร้อยละ 10 ของเงินลงทุนทุกเดือนติดต่อกันไป หลังจากที่โจทก์ตกลงและเข้าร่วมลงทุนโครงการดังกล่าวผ่านจำเลยทั้งสองกับพวก จำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์หลายครั้ง ซึ่งการหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อว่าจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 10 ของเงินลงทุน เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยที่ 1 กับพวกหลายครั้งตามวันเวลาที่โจทก์แยกบรรยายฟ้องในแต่ละข้อนั้นมีข้อความทำนองเดียวกันว่าโจทก์หลงเชื่อจากการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 กับพวกดังกล่าว การที่โจทก์โอนเงินให้จำเลยที่ 1 กับพวกในแต่ละครั้งหลังจากโจทก์รับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนและตกลงลงทุนตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกหลอกลวงแล้ว จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อและร่วมลงทุนกับบริษัท ส. อันเป็นการกระทำต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.193 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.221 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง รวมเป็นจำคุก 12 ปี ข้อหาอื่นให้ยก (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ) ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น คงมีการแก้ไขเฉพาะคำว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นศาลฎีกา และมีส่วนเพิ่มเติมจากอุทธรณ์ไปบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการโต้แย้งเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่าพิพากษาไม่ชอบอย่างไรหรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพราะเหตุใด ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์บรรยายฟ้องและเบิกความแยกการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองและนาง ฝ. ว่า ระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2563 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองกับนาง ฝ. จำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1302/2563 ของศาลชั้นต้น กระทำความผิดต่อกฎหมายต่างกรรมต่างวาระโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ว่า บริษัท ส. มีโครงการเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมลงทุนซื้อวัตถุดิบเข้าโรงงานเพื่อผลิตสินค้าและส่งออกต่างประเทศและบริษัทจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์หรือผู้ร่วมลงทุนร้อยละ 10 ของเงินลงทุน ซึ่งหักภาษีแล้ว งวดแรกจะได้รับเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่ลงทุนและงวดต่อไปร้อยละ 10 ของเงินลงทุนทุกเดือนติดต่อกันไป หลังจากที่โจทก์ตกลงและเข้าร่วมลงทุนโครงการดังกล่าวผ่านจำเลยทั้งสองกับพวก อันเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ดังต่อไปนี้ วันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 จำนวน 240,000 บาท วันที่ 18 ตุลาคม 2562 โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 จำนวน 240,000 บาท วันที่ 7 มกราคม 2563 โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 จำนวน 360,000 บาท วันที่ 10, 17 และ 25 มกราคม 2563 โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 จำนวน 120,000 บาท 360,000 บาท และ 120,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,440,000 บาท ซึ่งการหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อว่าจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 10 ของเงินลงทุน เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยที่ 1 กับพวกหลายครั้งตามวันเวลาที่โจทก์แยกบรรยายฟ้องในแต่ละข้อนั้นมีข้อความทำนองเดียวกันว่าโจทก์หลงเชื่อจากการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 กับพวกดังกล่าว การที่โจทก์โอนเงินให้จำเลยที่ 1 กับพวกในแต่ละครั้งหลังจากโจทก์รับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนและตกลงลงทุนตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกหลอกลวงแล้ว จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อและร่วมลงทุนกับบริษัท ส. อันเป็นการกระทำต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน เช่นเดียวกับนาง ฝ. จำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1302/2563 ของศาลชั้นต้น หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1154/2567 นางสาวธนัฎฐา คัณฑะโณ โจทก์ นางสาววนิดา จุลจินดา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวธนัฎฐา คัณฑะโณ · จำเลย - นางสาววนิดา จุลจินดา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี · ศักดิ์ชัย รังสีวงศ์ · วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงสงขลา · ศาลอุทธรณ์ภาค 9
แหล่งที่มาหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2951/2566

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 6635/2551ฎีกา 8903/2553ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 2186/2550ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 7281/2537ฎีกา 3814/2549ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 7201/2568
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา