⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2185/2567

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2185/2567

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
กรรมการและผู้บริหารต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริตตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัท และมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น การไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจนเป็นเหตุให้บริษัทเสียหายหรือตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ เป็นความผิดตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/7 บัญญัติว่า "ในการดำเนินกิจการของบริษัท กรรมการและผู้บริหารต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัท และมติคณะกรรมการ ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น" และมาตรา 281/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กรรมการหรือผู้บริหารบริษัทผู้ใด ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต ตามมาตรา 89/7 จนเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายหรือทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวต้องระวางโทษ..." องค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว คือ ผู้กระทำต้องเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทเท่านั้น ซึ่งตามมาตรา 89/1 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวระบุว่า "ผู้บริหาร" หมายความว่า ผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการบริหารงานของบริษัทไม่ว่าโดยพฤติการณ์ หรือโดยได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด โดยประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.23/2551 เรื่องกำหนดบทนิยามผู้บริหารเพื่อการปฏิบัติตามหมวด 3/1 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ระบุว่า "ผู้บริหาร" ของบริษัทหรือบริษัทย่อยตามหมวด 3/1 หมายความว่า ผู้จัดการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับบริหารสี่รายแรกนับต่อจากผู้จัดการลงมา ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่ากับผู้ดำรงตำแหน่งระดับบริหารรายที่สี่ทุกราย และให้หมายความรวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งระดับบริหารในสายงานบัญชี หรือการเงินที่เป็นระดับผู้จัดการฝ่ายขึ้นไปหรือเทียบเท่า แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงใดว่าจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทผู้เสียหาย อันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และตำแหน่งของจำเลยต้องด้วยลักษณะเป็นผู้บริหารตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนได้ประกาศกำหนดไว้ อย่างไร ทั้งมิได้อ้างถึงประกาศดังกล่าวมาในคำฟ้อง ฟ้องโจทก์ในความผิดของจำเลยที่ 4 ส่วนนี้จึงเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 2762/2563 และ อ. 2763/2563 ของศาลชั้นต้น แต่คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9), 83, 86, 91, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 141, 145, 150, 151 พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 89/1, 89/7, 89/8, 89/9, 89/10, 89/24, 281/2 กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 21,366,732.06 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 98/7 (ที่ถูก 89/7), 281/2 วรรคสอง จำคุก 1 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 5 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุบริษัท อ.ผู้เสียหาย ประกอบธุรกิจให้บริการลีสซิ่ง ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ผู้เสียหายเป็นบริษัทย่อยของธนาคาร ก. ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้เสียหายเป็นบริษัทย่อยของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และการกำกับและตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 จำเลยที่ 4 เป็นพนักงานผู้เสียหาย ตำแหน่งประธานผู้จัดการฝ่ายการตลาดสินเชื่อ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2552 ผู้เสียหายตกลงให้จำเลยที่ 1 เช่ารถยนต์โดยสารจำนวน 20 คัน ราคาคันละ 5,200,000 บาท รวมเป็นเงิน 104,000,000 บาท โดยมีเงื่อนไขพิเศษกำหนดให้จำเลยที่ 1 โอนสิทธิตามสัญญาสัมปทานการเดินรถเมล์สาย 538 และหรือสายอื่น ๆ ให้แก่ผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2552 ผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่าโดยแก้ไขทรัพย์สินที่เช่าเป็นรถยนต์โดยสารจำนวน 8 คัน ราคาคันละ 5,200,000 บาท รวมเป็นเงิน 41,600,000 บาท แก้ไขเงินมัดจำเป็น 10,400,000 บาท และแก้ไขค่าเช่างวดที่ 1 ถึงงวดที่ 6 เดือนละ 300,000 บาท งวดที่ 7 ถึงงวดที่ 88 เดือนละ 618,852 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า ผู้เสียหายตรวจสอบพบว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของสิทธิสัมปทานการเดินรถเมล์สาย 538 และไม่สามารถโอนสิทธิให้ผู้เสียหายได้เนื่องจากลายมือชื่อผู้โอนสิทธิสัมปทานเป็นลายมือชื่อปลอม สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 กับนาย ภ. และนาย ม. กับคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่ง และคดีของจำเลยที่ 4 เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 141 และ 145 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 89/7, 281/2 วรรคสอง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 89/7 บัญญัติว่า "ในการดำเนินกิจการของบริษัท กรรมการและผู้บริหารต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัท และมติคณะกรรมการ ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น" และมาตรา 281/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กรรมการหรือผู้บริหารบริษัทผู้ใดไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต ตามมาตรา 89/7 จนเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายหรือทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ต้องระวางโทษปรับไม่เกินจำนวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหรือประโยชน์ที่ได้รับ แต่ทั้งนี้ ค่าปรับดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาท" และบัญญัติในวรรคสองว่า " ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินสองเท่าของค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหรือประโยชน์ที่ได้รับ แต่ทั้งนี้ ค่าปรับดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ดังนี้ องค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว คือ ผู้กระทำต้องเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทเท่านั้น ซึ่งตามมาตรา 89/1 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวระบุว่า " ผู้บริหาร" หมายความว่า ผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการบริหารงานของบริษัทไม่ว่าโดยพฤติการณ์หรือโดยได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด โดยประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.23/2551 เรื่องกำหนดบทนิยามผู้บริหารเพื่อการปฏิบัติตามหมวด 3/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ระบุว่า "ผู้บริหาร" ของบริษัทหรือบริษัทย่อยตามหมวด 3/1 หมายความว่า ผู้จัดการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับบริหารสี่รายแรกนับต่อจากผู้จัดการลงมา ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่ากับผู้ดำรงตำแหน่งระดับบริหารรายที่สี่ทุกราย และให้หมายความรวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งระดับบริหารในสายงานบัญชี หรือการเงินที่เป็นระดับผู้จัดการฝ่ายขึ้นไปหรือเทียบเท่า แต่ตามคำฟ้องของโจทก์คงบรรยายฟ้องในตอนต้นเพียงว่าจำเลยที่ 4 เป็นพนักงานของผู้เสียหาย ตำแหน่งประธานผู้จัดการฝ่ายการตลาดสินเชื่อ มีหน้าที่เป็นผู้ดูแลและติดต่อจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินที่จะมาขอสินเชื่อ หรือใช้เป็นหลักประกันจากจำเลยที่ 1 และบรรยายฟ้องตามข้อ 1.2 ว่า จำเลยที่ 4 กับพวกร่วมกันไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัทและมติคณะกรรมการ ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งได้กระทำโดยทุจริต โดยไม่ตรวจสอบความเป็นเจ้าของสัมปทานการเดินรถที่แท้จริง เพื่อเอื้อประโยชน์ในการขอสินเชื่อของจำเลยที่ 1 ให้ผ่านตามเงื่อนไขการอนุมัติของนาย ภ. จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายไม่ได้รับสิทธิสัมปทานการเดินรถเมล์สาย 538 อันเป็นหลักประกันตามสัญญาลิสซิ่งหรือทำให้ตนเองหรือจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืนหรือ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ดังนี้เห็นได้ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงใดว่าจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทผู้เสียหาย อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 89/7, 281/2 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 อีกทั้งโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายด้วยว่าตำแหน่งประธานผู้จัดการฝ่ายการตลาดสินเชื่อของจำเลยที่ 4 ต้องด้วยลักษณะเป็นผู้บริหารตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนได้ประกาศกำหนดไว้อย่างไร ทั้งมิได้อ้างถึงประกาศดังกล่าวมาในคำฟ้อง ฟ้องโจทก์ในความผิดของจำเลยที่ 4 ส่วนนี้จึงเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2185/2567 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัท ส. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - บริษัท ส. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปานทอง สุ่มมาตย์ · มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์ · สิทธิพร บุญยฤทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายประยงค์ ศรีมันตะ · ศาลอุทธรณ์ - นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2284/2565

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 2813/2566ฎีกา 1294/2509ฎีกา 11720/2555ฎีกา 884/2484ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา