คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5410/2568
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้สิทธิของผู้ให้เช่าซื้อในการตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลาตามสัญญา ถือเป็นการกำหนดการชำระหนี้ที่ไม่ได้กำหนดเวลา เจ้าหนี้จึงอาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่ต้องให้คำเตือนลูกหนี้ก่อน และหากลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้หลังจากได้รับคำเตือนแล้ว จึงจะถือว่าลูกหนี้ผิดนัด.
ย่อคำพิพากษา
ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่าผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา... ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด และ ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันภายในกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ผิดนัด ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์ตามหนังสือดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2561 โจทก์จึงต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลังจากนั้น เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ 18 สิงหาคม 2561 โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดง แต่หนังสือบอกกล่าวดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือแจ้งเพื่อโจทก์จะใช้สิทธิตามสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,024,000 บาท ชำระค่าขาดประโยชน์ 144,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน และชำระค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืน 2,000 บาท
จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 620,000 บาท ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 99,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2563) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 5,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 12 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อยันม่าร์ รุ่นอีเอฟ514ที หมายเลขเครื่องยนต์ 10045เอ หมายเลขตัวรถ 514-201890 จากโจทก์ ในราคาเช่าซื้อ 1,032,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนมากน้อยไม่เท่ากัน รวม 84 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 1 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาโจทก์ส่งพนักงานเข้าตรวจสอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อหลายครั้งแต่จำเลยที่ 1 บ่ายเบี่ยงไม่ยินยอมให้ตรวจสอบเป็นการผิดสัญญาข้อ 5 และข้อ 13 (ข) โจทก์มีหนังสือทวงถามให้แสดงรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อเพื่อตรวจสอบ บอกเลิกสัญญา และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 แต่เพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหาย สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในหนี้ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเพราะนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อไปแสดงแก่โจทก์นั้น ไม่ปรากฏเลยว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 โจทก์จะเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้มิได้จนกว่าโจทก์จะส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 เสียก่อน โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 ยังไม่ต้องรับผิด ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 จะเห็นได้ว่า กรณีผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของผู้เช่าซื้อไปยังผู้ค้ำประกันต้องเป็นกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่างวดเช่าซื้อ ซึ่งสัญญาเช่าซื้อกำหนดเวลาการชำระหนี้ไว้เป็นที่แน่นอนแล้ว จึงเป็นกรณีตามสัญญาข้อ 13 (ก) ส่วนกรณีโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองแสดงรถที่เช่าซื้อนั้นเป็นกรณีอื่นที่โจทก์มีสิทธิตามสัญญาข้อ 5 เมื่อจำเลยทั้งสองเพิกเฉยจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ที่ใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อกรณีอื่น ตามสัญญาข้อ 5 และข้อ 13 (ข) เมื่อสัญญาเลิกกันโจทก์ไม่ต้องมีหนังสือแจ้งแก่จำเลยที่ 2 อีกและมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เห็นว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ตามเอกสารท้ายคำฟ้อง ข้อ 2 ระบุว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และ/หรือเงินจำนวนอื่นใดที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อภายในกำหนดไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือผิดสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน หรือทรัพย์สินที่เช่าซื้อเกิดความเสียหาย สูญหาย ถูกยึด ถูกอายัดหรือถูกริบ หรือผู้เช่าซื้อล้มละลาย หรือตาย หรือกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือสาบสูญ หรือไปเสียจากถิ่นที่อยู่ หรือหาตัวไม่พบ หรือย้ายภูมิลำเนาโดยมิได้แจ้งให้บริษัททราบ หรือกรณีอื่นใดอันทำให้บริษัทไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อทั้งหมดไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในการที่จะชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อ พร้อมอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าว และค่าเสียหายทั้งหมดให้แก่บริษัทจนครบถ้วนตามหนังสือสัญญาค้ำประกันนี้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 บัญญัติว่า อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น ดังนั้นจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารท้ายคำฟ้อง จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องผูกพันตนต่อโจทก์เจ้าหนี้เพื่อการชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ เมื่อปรากฏตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่า ผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา และนอกจากนี้ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบทันที ในกรณีที่ทรัพย์สินชำรุดบกพร่อง และ/หรือไม่อยู่สภาพที่ใช้การได้ และ/หรือเสียหาย และ/หรือสูญหาย และ/หรือในกรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ และวรรคสาม ระบุว่า ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อพิจารณาเห็นว่าทรัพย์สินมีการใช้งาน จนอยู่ในสภาพที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวรถและอุปกรณ์ได้ ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธินำทรัพย์สินและอุปกรณ์ดังกล่าว มาตรวจสภาพและทำการแก้ไขได้ทันที โดยผู้เช่าซื้อจะไม่โต้แย้งแต่ประการใดทั้งสิ้น และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมด และไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ใด ๆ จากผู้ให้เช่าซื้อทั้งสิ้น ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้แก่โจทก์ทราบถึงความชำรุดบกพร่อง สูญหายหรือเสียหาย ของทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา และเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ มิฉะนั้นจะถือว่าจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญาอันเป็นการผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตามบทบัญญัติมาตรา 204 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน หลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ผิดนัด ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์ตามหนังสือดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2561 เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ 18 สิงหาคม 2561 โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดง แต่หนังสือบอกกล่าวดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือแจ้งเพื่อโจทก์จะใช้สิทธิตามสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด ในชั้นนี้โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาตามทุนทรัพย์และค่าขึ้นศาลอนาคตรวมเป็นเงิน 8,180 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์
พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5410/2568
บริษัท ย. โจทก์
นาย ธ. กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัท ย. · จำเลย - นาย ธ. กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปิยนุช จรูญรัตนา · ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล · ดุสิต ฉิมพลีย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นางสาวตีรณันต์ ดุริยะสาย · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายไพบูลย์ ชูโชติ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | ผบ.(พ)212/2566 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา