⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1409/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1409/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่สัญญาตกลงกันตามสภาพของทรัพย์สินที่มีอยู่ขณะทำสัญญา หากทรัพย์สินนั้นมีข้อบกพร่องที่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญถึงขนาดทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์หลักของสัญญาได้ คู่สัญญาอีกฝ่ายจะไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทำสัญญาเช่าเวลาของสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์จากโจทก์ในระบบเอฟ.เอ็มและเอ.เอ็ม ระหว่างสัญญากำลังส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์ของโจทก์ทั้งสองระบบรับฟังไม่ชัดเจนในพื้นที่นอกเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เมื่อตามสัญญาเช่าเวลาดังกล่าวไม่มีข้อตกลงในรายละเอียดว่าโจทก์ต้องจัดการให้กำลังส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์ทั้งสองระบบดังกล่าวมีกำลังส่งที่ประชาชนซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ทั้งหมดรับฟังได้อย่างชัดเจน และโจทก์จำเลยมีเจตนาผูกพันกันตามสภาพที่กำลังส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์มีอยู่ในขณะทำสัญญา ดังนั้นการที่กำลังส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์ที่จำเลยเช่าจากโจทก์ไม่สามารถส่งกระจายเสียงให้ประชาชนที่อยู่นอกเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์รับฟังได้ชัดเจนนั้น หาใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะถือได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่นนี้ แม้จำเลยจะแสดงเจตนาเลิกสัญญาแก่โจทก์ ก็หามีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบอันจะทำให้สัญญาเลิกกันไม่ จำเลยจึงต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจรับโฆษณาสินค้า บริการธุรกิจและให้เช่าเวลาทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ นายมานิตย์วรินทรเวช เป็นอธิบดีมีอำนาจหน้าที่บริหารราชการของโจทก์ จำเลยทำสัญญาเช่าเวลาของสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ในสังกัดของโจทก์ในระบบเอฟ.เอ็ม ความถี่ 101.75 เมกะเฮิรตซ์และระบบเอ.เอ็ม. ความถี่ 1602 กิโลเฮิรตซ์ เพื่อออกอากาศในรายการข่าวความรู้และบันเทิง ทุกวันจันทร์ถึงอาทิตย์ ระหว่างเวลา 17 ถึง18 นาฬิกา อัตราค่าเช่าระบบละ 18,650 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2530 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2531 ตามสัญญาเลขที่ 219 และ220/2530 ซึ่งจำเลยต้องชำระค่าเช่าภายในวันที่ 25 ของเดือนจำเลยปฏิบัติตามสัญญามาตลอดจนถึงงวดเดือนกุมภาพันธ์ 2531เป็นต้นมา จำเลยไม่นำเงินค่าเช่าในระบบเอ.เอ็ม.มาชำระ และในงวดเดือนเมษายน 2531 เป็นต้นมา จำเลยไม่นำเงินค่าเช่าเวลาในระบบเอฟ.เอ็ม. มาชำระ รวมทั้งสองระบบ 14 งวด เป็นเงิน 261,100 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 283,350.58 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า จำเลยได้แจ้งบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้วที่บอกเลิกก่อนสัญญาครบกำหนด เพราะรายการของจำเลยที่ออกอากาศมีคลื่นรบกวน รับฟังไม่ได้ชัดเจน จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์แก้ไขแล้ว แต่โจทก์ไม่แก้ไขให้ดีขึ้น ไม่สมประโยชน์ของจำเลย จำเลยไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 283,350.58 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อเดือนกันยายน 2530 จำเลยได้ทำสัญญาเช่าเวลาของสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์จากโจทก์ทั้งในระบบเอฟ.เอ็ม.และเอ.เอ็ม. มีระยะเวลาการเช่า 1 ปีตั้งแต่เดือนตุลาคม 2530ถึงเดือนกันยายน 2531 ตามเอกสารหมาย จ.1 และจ.2 ระหว่างสัญญา กำลังส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์ของโจทก์ทั้งสองระบบสามารถรับฟังได้ชัดเจนเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ส่วนที่อำเภอลำปลายมาศซึ่งอยู่ห่างประมาณ32 กิโลเมตร อำเภอพุทไธสง อยู่ห่างประมาณ 65 กิโลเมตร และอำเภอประโคนชัยอยู่ห่างประมาณ 44 กิโลเมตรรับฟังไม่ชัดเจน จำเลยจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา ตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.4 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา อันจะทำให้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าเวลาของสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์ เอกสารหมาย จ.1และ จ.2 ไม่มีข้อตกลงในรายละเอียดว่าโจทก์ต้องจัดการให้กำลังส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์ทั้งสองระบบดังกล่าวมีกำลังส่งที่ประชาชนซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ทั้งหมดสามารถรับฟังได้อย่างชัดเจน ข้อเท็จจริงได้ความต่อไปว่าก่อนจำเลยทำสัญญากับโจทก์ เมื่อเดือนมิถุนายน 2530 สภาจังหวัดบุรีรัมย์ได้มีมติให้ปรับปรุงสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์เนื่องจากกำลังส่งกระจายเสียงไม่สามารถที่จะรับฟังได้ทั่วถึงทั้งจังหวัดตามเอกสารหมาย ล.7 และระหว่างทำสัญญาจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ปกติจะต้องไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งเป็นประจำ จำเลยน่าจะรู้ดีว่าแต่ละพื้นที่กำลังส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์สามารถรับฟังได้แค่ไหนเพียงใด ที่จำเลยตกลงเข้าทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 กับโจทก์ เห็นได้ว่าโจทก์จำเลยมีเจตนาผูกพันกันตามสภาพที่กำลังส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์มีอยู่ในขณะทำสัญญา ดังนั้นการที่กำลังส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดบุรีรัมย์ที่จำเลยเช่าจากโจทก์ไม่สามารถส่งกระจายเสียงให้ประชาชนที่อยู่นอกเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์รับฟังได้ชัดเจนนั้นหาใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะถือได้ว่าโจทก์ผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อจำเลยไม่มีสิทธิเลิกสัญญาเช่นนี้ แม้จำเลยจะแสดงเจตนาเลิกสัญญาแก่โจทก์ก็หามีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบอันจะทำให้สัญญาเลิกกันไม่จำเลยจึงต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าว ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1409/2537 กรมประชาสัมพันธ์ โจทก์ นาย ชัย ชิด ชอบ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมประชาสัมพันธ์ · จำเลย - นาย ชัย ชิด ชอบ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · ชวลิต พรายภู่
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3518/2524ฎีกา 1045/2484ฎีกา 608/2491ฎีกา 5324/2537ฎีกา 451/2491ฎีกา 3796/2540ฎีกา 2074/2545ฎีกา 472/2526ฎีกา 591/2531ฎีกา 1609-1610/2519ฎีกา 10166/2539ฎีกา 394/2550ฎีกา 2494/2553ฎีกา 2821/2522ฎีกา 2409/2551ฎีกา 654/2541ฎีกา 8477/2540ฎีกา 6239/2551ฎีกา 763/2484ฎีกา 42/2516ฎีกา 1397/2544ฎีกา 5434/2536ฎีกา 7635/2543ฎีกา 8114-8868/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ