⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11036/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11036/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้เป็นวันแน่นอน การที่ฝ่ายหนึ่งบอกกล่าวให้ชำระหนี้โดยกำหนดเวลาพอสมควรแล้วอีกฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ ถือว่าฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญา และอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

ย่อคำพิพากษา

สัญญาจะซื้อจะขายกำหนดวันชำระราคาและจดทะเบียนโอนว่าประมาณเดือนตุลาคม 2544 ไม่แน่ชัดว่าเป็นวันใดซึ่งอาจเป็นวันใดวันหนึ่งในเดือนตุลาคม จึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์จำต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้โดยกำหนดเวลาชำระหนี้พอสมควร และจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแล้ว การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ในวันกำหนดโดยที่โจทก์เตรียมพร้อมจะชำระหนี้ส่วนของตน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.203 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง และค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารออกไปและส่งมอบการครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านเลขที่ 44/426 หมู่ที่ 10 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบการครอบครองบ้านและที่ดินแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อจะขายกำหนดวันชำระราคาและจดทะเบียนโอนว่าประมาณเดือนตุลาคม 2544 ไม่แน่ชัดว่าเป็นวันใด ซึ่งอาจเป็นวันใดวันหนึ่งในเดือนตุลาคม การกำหนดเวลาดังกล่าวภายหลังทำสัญญาประมาณ 4 เดือน เชื่อว่ามาจากต้องรอเงินกู้ที่ธนาคารจะอนุมัติให้จำเลยซึ่งในข้อนี้โจทก์ก็เบิกความรับว่าจำเลยได้ขอทาสีบ้านให้ดูได้ราคาสูงเพื่อที่ธนาคารจะได้อนุมัติเงินกู้แก่จำเลย เมื่อไม่อาจกำหนดวันแน่นอน สัญญาจะซื้อจะขายพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์จำต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้ และได้ความว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าที่ดินและจดทะเบียนโอนในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 โดยส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังภูมิลำเนาของจำเลยตามที่ปรากฏในบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของจำเลยกับที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย และมีผู้รับแทนเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 เห็นว่า แม้กำหนดเวลาในสัญญาจะซื้อจะขายพิพาทจะไม่แน่นอน แต่ก็เป็นเวลาหลังจากวันทำสัญญาประมาณ 4 เดือน เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าต้องการจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นต่อกันไม่เกินกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนี้ที่โจทก์กำหนดเวลาให้ชำระหนี้ต่อกันวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 ถือได้ว่าเป็นการกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้ว การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ในวันกำหนดโดยที่โจทก์เตรียมพร้อมจะชำระหนี้ส่วนของตน จึงเป็นการที่จำเลยผิดนัดผิดสัญญา ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยดำเนินการขอกู้เงินจากธนาคารไม่ทันเป็นเรื่องที่จำเลยต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัว ยังไม่อาจนำมาอ้างปฏิเสธการชำระหนี้ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ทราบเรื่องบอกกล่าวให้ชำระหนี้ เนื่องจากจำเลยไปพักอาศัยอยู่ที่อื่น เห็นว่า เมื่อหนังสือบอกกล่าวส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลย ก็ถือว่าส่งโดยชอบและบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่าก่อนถึงกำหนดเวลาบอกกล่าวดังกล่าว โจทก์นำประกาศขอบอกเลิกสัญญาไปติดไว้ที่หน้าบ้านพิพาทเท่ากับว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องปฏิเสธคำถามคำบอกกล่าวอีก เห็นว่า แม้จะมีการปิดประกาศดังกล่าวแต่เห็นได้ว่าโจทก์กระทำเพียงเพื่อมิให้จำเลยเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านอีกต่อไป โดยที่โจทก์ยังถือเอาว่ายังเป็นบ้านของโจทก์ จำเลยยังไม่มีสิทธิเข้าครอบครองซึ่งจำเลยก็เข้าใจเหตุการณ์ขณะนั้นเพราะจำเลยนำการกระทำของโจทก์ที่ไปแจ้งความว่าเป็นความผิดฐานบุกรุก จึงยังไม่พอฟังว่าเป็นการขอบอกเลิกสัญญาตามกฎหมาย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิขอบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 การที่จำเลยยังอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทต่อมาหลังเลิกสัญญา เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย และค่าเสียหายที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้น เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่เดือนธันวาคม 2544 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1, 500 บาท แทนโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11036/2553 นางจิรัญญา จันทิมา โจทก์ ร้อยตรีอภิรมย์ สุริยะวิภาดา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางจิรัญญา จันทิมา · จำเลย - ร้อยตรีอภิรมย์ สุริยะวิภาดา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนอง เล่าศรีวรกต · ประทีป ดุลพินิจธรรมา · สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นางสาววิดาภา สุจรรยาทวี · ศาลอุทธรณ์ - นายอนุวัตร มุทิกากร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2366/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2074/2545ฎีกา 1609-1610/2519ฎีกา 10166/2539ฎีกา 394/2550ฎีกา 2821/2522ฎีกา 390/2536ฎีกา 560/2553ฎีกา 144/2535ฎีกา 6344/2549ฎีกา 2409/2551ฎีกา 6239/2551ฎีกา 3601/2538ฎีกา 961/2566ฎีกา 615/2531ฎีกา 7635/2543ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 6052/2537ฎีกา 3408/2530ฎีกา 2013/2531ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 3145/2545ฎีกา 2824/2538ฎีกา 1776/2541ฎีกา 43-44/2516
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา