⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6344/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6344/2549

ป.พ.พ. ม.387

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้รับโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขาย ย่อมรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเดิม และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ในสัญญาโอนสิทธิ หากผู้รับโอนผิดสัญญา ผู้รับโอนจะไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินที่ชำระไปแล้วคืน.

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์รับโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุด ก็ด้วยเหตุที่เกี่ยวกับการดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดที่พิพาทล่าช้า และมิได้เป็นไปตามรูปแบบในสัญญา การที่โจทก์รับโอนสิทธิดังกล่าว โจทก์ย่อมที่จะรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ ว. และ ช. มีต่อจำเลยก็ตาม แต่เมื่อสัญญาโอนการจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์อาคารชุดมีข้อความระบุไว้ในข้อ 3 ว่า "ณ วันทำสัญญาโอนการจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์อาคารชุดนี้... ผู้รับโอนจะต้องชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาจะซื้อจะขายพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวนี้ภายใน 14 วัน นับจากวันทำสัญญาฉบับนี้ โดยไม่มีการตรวจรับมอบห้องและโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าผู้รับโอนผิดสัญญา ผู้รับโอนยินยอมให้ผู้จะขายยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายฉบับนี้พร้อมริบเงินมัดจำที่ได้ชำระมาแล้วทั้งหมดได้ทันทีโดยมิต้องบอกกล่าว..." ซึ่งข้อสัญญาดังกล่าวนี้ย่อมแสดงเจตนาของคู่สัญญาได้ว่า ตกลงยกเลิกกำหนดระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์เดิมที่ ว. และ ช. ทำไว้กับจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์รับรู้มาตลอดว่า การก่อสร้างอาคารชุดที่พิพาทล่าช้า ซึ่งการดำเนินการก่อสร้างอยู่ในความดูแลรับผิดชอบในการบริหารโครงการของโจทก์ ทั้งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและวัสดุต่าง ๆ ก็ด้วยความรู้เห็นและยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างว่า จำเลยผิดสัญญาเพราะการก่อสร้างล่าช้า หรือมีข้อบกพร่องในการก่อสร้างได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา เมื่อโจทก์ไม่รับโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินที่เหลือให้แก่จำเลย โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินดาวน์ที่ชำระมาแล้วคืนจากจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 2,936,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย 4,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและจะต้องชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์รับโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดจากนายชัชวาลและนายเชษชัย ก็ด้วยเหตุที่นายชัชวาลและนายเชษชัยตำหนิติเตียนจำเลยเกี่ยวกับการดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดที่พิพาทล่าช้าและมิได้เป็นไปตามรูปแบบในสัญญา การที่โจทก์รับโอนสิทธิดังกล่าวโจทก์ย่อมที่จะรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่นายชัชวาลและนายเชษชัยมีต่อจำเลยก็ตาม แต่เมื่อสัญญาโอนการจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์อาคารชุดมีข้อความระบุไว้ในข้อ 3 ว่า "ณ วันทำสัญญาโอนการจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์อาคารชุดนี้.....ผู้รับโอนจะต้องชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาจะซื้อจะขายพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวนี้ภายใน 14 วัน นับจากวันทำสัญญาฉบับนี้ โดยไม่มีการตรวจรับมอบห้องและโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าผู้รับโอนผิดสัญญาผู้รับโอนยินยอมให้ผู้จะขายยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายฉบับนี้พร้อมริบเงินมัดจำที่ได้ชำระมาแล้วทั้งหมดได้ทันทีโดยมิต้องบอกกล่าว..." ซึ่งข้อสัญญาดังกล่าวนี้ย่อมแสดงเจตนาของคู่สัญญาได้ว่าตกลงยกเลิกกำหนดระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์เดิมที่นายชัชวาลและนายเชษชัยทำไว้กับจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์รับรู้มาตลอดว่าการก่อสร้างอาคารชุดที่พิพาทล่าช้า การดำเนินการก่อสร้างอยู่ในความดูแลรับผิดชอบในการบริหารโครงการของโจทก์ ทั้งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและวัสดุต่างๆ ก็ด้วยความรู้เห็นและยินยอมของโจทก์ จึงมีข้อตกลงที่ไม่ต้องมีการตรวจรับมอบห้องและไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้นไว้อีกด้วย ถือได้ว่าโจทก์สละเงื่อนเวลาในการโอนกรรมสิทธิ์และเงื่อนไขอื่นตามสัญญาเดิม โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเพราะการก่อสร้างล่าช้าหรือมีข้อบกพร่องในการก่อสร้างได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่รับโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินที่เหลือให้แก่จำเลย โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดสัญญา หาใช่จำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาดังที่โจทก์ฎีกาไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินดาวน์ที่ชำระมาแล้วคืนจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน จำเลยไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6344/2549 นายพิเชษฐ์ ตันอริยกุล โจทก์ บริษัท วี.ไอ.พี. เรียลเอสเตท จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพิเชษฐ์ ตันอริยกุล · จำเลย - บริษัท วี.ไอ.พี. เรียลเอสเตท จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รัตน กองแก้ว · มงคล ทับเที่ยง · พินิจ บุญชัด
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายศรจิตร สอนศรี · ศาลอุทธรณ์ - นายพินิจ สายสะอาด
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1609-1610/2519ฎีกา 2821/2522ฎีกา 390/2536ฎีกา 560/2553ฎีกา 144/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 6239/2551ฎีกา 3601/2538ฎีกา 615/2531ฎีกา 3408/2530ฎีกา 43-44/2516ฎีกา 1123/2514ฎีกา 9571/2544ฎีกา 1039/2541ฎีกา 2669/2524ฎีกา 5358/2544ฎีกา 4211/2539ฎีกา 579/2537ฎีกา 3745/2526ฎีกา 664/2530ฎีกา 2428/2515ฎีกา 617/2488ฎีกา 2640/2534ฎีกา 2455/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา