⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5358/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5358/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ผู้เยฒุลงนามโดยมีผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอม หรือกำหนดเวลาส่งมอบภายหลังผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่ตกเป็นโมฆะ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ต้องมีการแบ่งแยกที่ดินก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ และมิได้ตกลงเรื่องการแบ่งแยกไว้เป็นการแน่นอน ไม่ถือว่ากำหนดชำระหนี้กันไว้แน่นอนแล้ว

ย่อคำพิพากษา

สัญญาพิพาทเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และแม้ขณะทำสัญญาจำเลยจะยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ตามแต่กำหนดระยะเวลาส่งมอบที่ดินไว้ภายหลังจำเลยบรรลุนิติภาวะแล้วโดยมารดาจำเลยลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา จึงไม่ตกเป็นโมฆะและใช้บังคับได้ ในสัญญาดังกล่าวแม้กำหนดวันส่งมอบที่ดินไว้แน่นอนในวันที่ 14 มกราคม 2534 แต่เนื่องจากที่ดินตามสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6792 ซึ่งต้องมีการแบ่งแยกที่ดินก่อนที่จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา แต่คู่สัญญาหาได้ตกลงไว้เป็นการแน่นอนในเรื่องดังกล่าวไม่ คงกล่าวไว้เพียงว่าผู้ขายได้ขายส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 6792 เนื้อที่ดินประมาณ 20 ไร่ ตามผังที่กาเส้นสีแดงเท่านั้นจึงมิใช่กรณีกำหนดชำระหนี้กันไว้แน่นอนแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังไม่มารับโอนที่ดินจะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาหาได้ไม่ ต่อมาเมื่อโจทก์มีหนังสือเตือนให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยไม่ไปตามกำหนด จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ หากโอนไม่ได้ก็ต้องคืนเงินค่าที่ดินให้แก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6792 บางส่วน จำนวน 20 ไร่ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาทโจทก์ได้ชำระเงินมัดจำให้แก่จำเลยเป็นเงิน 1,500,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระเมื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่ได้กำหนดเวลาโอนกันไว้ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2533 จำเลยได้กู้เงินจากโจทก์เป็นเงิน1,100,000 บาท กำหนดใช้คืน 1 ปี แล้วจำเลยเพิกเฉยไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินคืนโจทก์ จนเวลาล่วงเลยมา 4 ปี จำเลยชำระต้นเงินคืนโจทก์ส่วนดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดให้หักเป็นค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 1,500,000บาท และจำเลยยืนยันจะโอนที่ดินตามสัญญาซื้อขายให้แก่โจทก์เมื่อแบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จ แต่จำเลยก็ไม่ดำเนินการให้กลับขอโอนที่ดินแปลงอื่นให้โจทก์แทน โจทก์ไม่ยินยอม จำเลยไม่อาจโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายได้ เพราะยังไม่มีการแบ่งแยกโฉนดที่ดิน ทั้งยังติดจำนองธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าที่ดินที่รับไว้ตามสัญญาจำนวน 3,000,000 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงิน 1,500,000 บาทแก่โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14มกราคม 2533 จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6792 ตำบลบางสมบูรณ์ (บางลูกเสือ) อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินในขณะที่ยังเป็นผู้เยาว์ให้แก่โจทก์จำนวน 20 ไร่ ในราคาไร่ละ150,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท นัดส่งมอบที่ดินในวันที่ 14 มกราคม 2534 อันเป็นวันที่จำเลยบรรลุนิติภาวะแล้ว โดยมารดาจำเลยลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาดังกล่าว และโจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว 1,500,000 บาท เมื่อถึงกำหนดนัด มิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่ได้ตกลงกันไว้ คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องคืนเงินค่าที่ดินที่รับไว้1,500,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด จึงไม่ตกเป็นโมฆะและใช้บังคับได้ ในสัญญาดังกล่าวแม้กำหนดวันส่งมอบที่ดินไว้แน่นอนในวันที่ 14 มกราคม 2534 แต่เนื่องจากที่ดินตามสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6792 ซึ่งต้องมีการแบ่งแยกที่ดินก่อนที่จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา แต่คู่สัญญาหาได้ตกลงไว้เป็นการแน่นอนในเรื่องดังกล่าวไม่ คงกล่าวไว้เพียงว่าผู้ขายได้ขายส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 6792 เนื้อที่ดินประมาณ20 ไร่ ตามผังที่กาเส้นสีแดงเท่านั้น จึงมิใช่กรณีกำหนดชำระหนี้กันไว้แน่นอนแล้ว โดยข้อเท็จจริงปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์ว่าเมื่อถึงกำหนดนัด โจทก์ติดต่อขอโอนที่ดินแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ติดต่อให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินและได้นัดโอนที่ดิน จำเลยก็ยังคงเพิกเฉย โจทก์จึงได้ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยโดยกำหนดนัดโอนในวันที่ 30 เมษายน 2540 จำเลยไม่ได้ไปตามนัดโจทก์จึงได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ส่วนจำเลยได้อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่า เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา โจทก์มิได้ไปรับโอนที่ดิน จึงถือว่าโจทก์ผิดสัญญา พฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยตามที่ปรากฏจากทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายแสดงว่าโจทก์จำเลยต่างก็มิได้กำหนดวันโอนที่ดินกันไว้ให้แน่นอน ดังนั้นเมื่อโจทก์ยังไม่มารับโอนที่ดินจะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาหาได้ไม่ ต่อมาเมื่อโจทก์มีหนังสือเตือนให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยไม่ไปตามกำหนด จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ หากโอนไม่ได้ก็ต้องคืนเงินค่าที่ดิน 1,500,000 บาท ให้แก่โจทก์ อย่างไรก็ดีเมื่อโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระเงินค่าที่ดินโดยประกาศหนังสือพิมพ์ จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว โจทก์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดิน 1,500,000บาท ให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5358/2544 นาย พฤทธิ์ ลิมป์พูนหรือวิสุทธิ์ดวงดุษดี โจทก์ นาย ธนชัย อำนาจอนันต์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย พฤทธิ์ ลิมป์พูนหรือวิสุทธิ์ดวงดุษดี · จำเลย - นาย ธนชัย อำนาจอนันต์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชา มหาคุณ · พูนศักดิ์ จงกลนี · ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3345/2525ฎีกา 1730/2520ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 360/2502ฎีกา 3375/2532ฎีกา 1090/2530ฎีกา 170/2497ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 5317/2538ฎีกา 10866/2546ฎีกา 2821/2522ฎีกา 231/2482ฎีกา 560/2553ฎีกา 464/2497ฎีกา 5281/2540ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1280/2492ฎีกา 6239/2551ฎีกา 1578/2493ฎีกา 6549/2542ฎีกา 615/2531ฎีกา 144/2549ฎีกา 6848/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ