⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 615/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 615/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ การผิดนัดชำระหนี้จะไม่ทำให้สัญญาเลิกกันทันที แต่ผู้ให้สิทธิเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อน.

ย่อคำพิพากษา

สัญญาเช่าซื้อระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดค้างชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกัน หรือผิดนัดค้างชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่สองงวดขึ้นไป ให้สัญญาเช่าซื้อเป็นอันยกเลิกเพิกถอนทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อทราบล่วงหน้า แต่การที่จำเลยค้างชำระค่าเช่าซื้อ 2 งวดติดต่อกันแล้ว โจทก์ยังยอมรับชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระโดยมิได้ทักท้วง ย่อมแสดงว่า ในทางปฏิบัติโจทก์จำเลยมิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญต่อไป เมื่อจำเลยมิได้ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเวลาในสัญญา จะถือว่าจำเลยผิดนัดและสัญญาเช่าซื้อยกเลิกเพิกถอนไปไม่ได้หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาที่สมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เสียก่อน การที่โจทก์ยึดรถคันเช่าซื้อคืนเพราะเหตุที่จำเลยไม่ชำรค่าเช่าซื้องวดต่อมา และจำเลยยินยอมให้ยึดโดยไม่ได้โต้แย้งถือได้ว่าโจทก์จำเลยต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญากันโดยปริยายนับแต่วันที่โจทก์ยึดรถคันเช่าซื้อคืน คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.574

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อ ขอให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระและค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และได้มีการแปลงหนี้ใหม่ ทำให้จำเลยไม่ต้องผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อ อีกทั้งฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 275,000 บาท ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี จากต้นเงิน275,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,200บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า '...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาเช่าซื้อซึ่งทำกันเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2526 กำหนดให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้อที่เหลือจากการชำระเงินดาวน์เป็นงวด รวม 14 งวด งวดแรกชำระวันที่ 30 กันยายน 2526 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 30 ของเดือนถัดไปทุกเดือนจนกว่าจะชำระครบ แต่จำเลยค้างชำระค่าเช่าซื้อ 4 งวดติดต่อกัน แล้วจึงชำระงวดเดียวเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2527 เป็นเงิน 43,750 บาท และโจทก์ยึดรถคันเช่าซื้อคืนจากจำเลยเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2527 ศาลฎีกาเห็นว่า แม้สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12วรรคสอง จะระบุว่า 'การชำระค่าเช่าซื้อตรงตามกำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญของสัญญานี้ ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดค้างชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกัน หรือผิดนัดค้างชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่สองงวดขึ้นไป...ให้สัญญาเช่าซื้อฉบับนี้เป็นอันยกเลิกเพิกถอนทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อทราบล่วงหน้า ...ฯลฯ' แต่การที่จำเลยค้างชำระค่าเช่าซื้อ 2 งวดติดต่อกันแล้วโจทก์จำเลยยังคงปฏิบัติต่อกันเสมือนหนึ่งว่าสัญญาเช่าซื้อนั้นยังใช้บังคับอยู่ โดยเฉพาะเมื่อจำเลยนำค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระมาชำระเพียงงวดเดียวเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2527 โจทก์ก็ยอมรับไว้เป็นการชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระโดยมิได้ทักท้วงพฤติการณ์เช่นนี้ย่อมแสดงว่า ในทางปฏิบัติโจทก์จำเลยมิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญต่อไป ดังนี้เมื่อจำเลยมิได้ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเวลาในสัญญา จะถือว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญาและสัญญาเช่าซื้อยกเลิกเพิกถอนไปไม่ได้ ในกรณีนี้หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาที่สมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เสียก่อน เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงจะบอกเลิกสัญญาได้ ซึ่งคดีนี้ไม่ปรากฏว่าหลังจากนั้นโจทก์ได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยเลย อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ยึดรถคันเช่าซื้อคืนเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2527 เพราะเหตุที่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดต่อมา และจำเลยก็ยินยอมให้ยึดโดยไม่ได้โต้แย้ง เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่า โจทก์จำเลยต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญากันโดยปริยายนับแต่วันที่โจทก์ยึดรถคันเช่าซื้อคืนคู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ดังนั้น เมื่อจำเลยได้ใช้รถคันเช่าซื้อมาตั้งแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อ คือวันที่ 15 สิงหาคม2526 จนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2527 โดยชำระค่าเช่าซื้อที่เหลือจากการชำระเงินดาวน์ให้โจทก์เพียงงวดเดียว เห็นได้ว่า โจทก์ย่อมเสียหายเนื่งอจากไม่ได้ใช้รถในระยะเวลานั้น จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าใช้ทรัพย์ให้โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา391 วรรคสาม เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาที่จำเลยได้ใช้รถคันเช่าซื้อประกอบกับอัตราค่าเช่าซื้อซึ่งเป็นค่าที่จำเลยได้ใช้รถรวมกับราคารถคันเช่าซื้อแล้ว เห็นควรให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ทรัพย์ให้โจทก์จำนวน 150,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชดใช้จำนวน 275,000 บาทนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 150,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท (หนึ่งพันห้าร้อยบาท) แทนโจทก์'. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 615/2531 บริษัท โค้วยู่ฮะ มอเตอร์ จำกัด ฯ โจทก์ นาย ณ รงค์ จิรศรยุทธ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท โค้วยู่ฮะ มอเตอร์ จำกัด ฯ · จำเลย - นาย ณ รงค์ จิรศรยุทธ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประชา บุญวนิช · ดุสิต วราโห · คำนึง อุไรรัตน์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3687/2565ฎีกา 2996/2531ฎีกา 3796/2540ฎีกา 7022/2552ฎีกา 2763/2551ฎีกา 472/2526ฎีกา 1609-1610/2519ฎีกา 770/2486ฎีกา 2821/2522ฎีกา 390/2536ฎีกา 560/2553ฎีกา 4015/2528ฎีกา 144/2535ฎีกา 6344/2549ฎีกา 2409/2551ฎีกา 8477/2540ฎีกา 1339/2536ฎีกา 6239/2551ฎีกา 3601/2538ฎีกา 4873/2528ฎีกา 5434/2536ฎีกา 3010/2543ฎีกา 8021/2549ฎีกา 3295/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ