⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4015/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4015/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาจะซื้อขายที่ดินถูกเลิก คู่สัญญามีสิทธิเรียกทรัพย์สินที่ได้ชำระไปคืนเสมือนเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์สินคืน ซึ่งไม่มีอายุความ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยได้เลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันแล้ว คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 แต่จำเลยไม่คืนเงินมัดจำและราคาที่ดินที่จำเลยรับไว้ให้แก่โจทก์โจทก์จึงฟ้องคดีเพื่อเรียกเงินดังกล่าวคืน เป็นกรณีที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์สินคืน ไม่มีอายุความ การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่นั้น ต้องถือตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในศาลชั้นต้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.163 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญามัดจำซื้อที่ดินจากจำเลย และได้วางมัดจำไว้แล้ว ๔๕,๐๐๐ บาท ต่อมาทราบว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลย จึงขอให้จำเลย จึงขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยได้รับมอบอำนาจจากผู้มีชื่อให้จัดสรรที่ดินขาย โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินตามฟ้องโดยจะชำระค่ามัดจำเป็นงวด ๆ แต่โจทก์ชำระเพียงบางส่วนแล้วไม่ชำระต่อ จำเลยจึงได้บอกเลิกสัญญาและมีสิทธิริบมัดจำ คดีขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์จำเลยสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันแล้วจำเลยรับเงินมัดจำไว้จากโจทก์เพียง ๓๕,๐๐๐ บาท และวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าที่จำเลยฎีกาว่าคดีขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์จำเลยได้เลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันแล้ว คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ แต่จำเลยไม่ยอมคืนเงินมัดจำและราคาที่ดินที่จำเลยรับไว้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้เรียกเงินดังกล่าวคืนอันเป็นกรณีที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์สินคืนซึ่งไม่มีอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน อนึ่ง มีปัญหาตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่า ทุนทรัพย์ที่จำเลยฎีกามีจำนวน ๔๕,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องในศาลชั้นต้นเกินกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งคู่ความมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แม้ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ก็ต้องถือตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในศาลชั้นต้นเป็นเกณฑ์พิจารณา คดีของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามฎีกาดังโจทก์อ้าง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๓๕,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4015/2528 นายสาโรจ ศิลปพงษ์ โจทก์ นางงามศรี สร้อยอินทร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสาโรจ ศิลปพงษ์ · จำเลย - นางงามศรี สร้อยอินทร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิชัย วุฒิจำนงค์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน · อภินย์ ปุษปาคม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายบุญส่ง คล้ายสี · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน นนทแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 7662/2546ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2812/2539ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1030/2509ฎีกา 1052/2509ฎีกา 2186/2550ฎีกา 4873/2528ฎีกา 8021/2549ฎีกา 891/2510ฎีกา 615/2531ฎีกา 967/2491ฎีกา 8364/2544ฎีกา 2207/2524ฎีกา 2228/2531ฎีกา 6058/2538ฎีกา 4832/2536ฎีกา 6455/2538ฎีกา 916/2509ฎีกา 156/2513ฎีกา 142/2530ฎีกา 3827/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา