คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4015/2528
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาจะซื้อขายที่ดินถูกเลิก คู่สัญญามีสิทธิเรียกทรัพย์สินที่ได้ชำระไปคืนเสมือนเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์สินคืน ซึ่งไม่มีอายุความ
ย่อคำพิพากษา
โจทก์จำเลยได้เลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันแล้ว คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 แต่จำเลยไม่คืนเงินมัดจำและราคาที่ดินที่จำเลยรับไว้ให้แก่โจทก์โจทก์จึงฟ้องคดีเพื่อเรียกเงินดังกล่าวคืน เป็นกรณีที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์สินคืน ไม่มีอายุความ
การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่นั้น ต้องถือตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในศาลชั้นต้น
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญามัดจำซื้อที่ดินจากจำเลย และได้วางมัดจำไว้แล้ว ๔๕,๐๐๐ บาท ต่อมาทราบว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลย จึงขอให้จำเลย จึงขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า จำเลยได้รับมอบอำนาจจากผู้มีชื่อให้จัดสรรที่ดินขาย โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินตามฟ้องโดยจะชำระค่ามัดจำเป็นงวด ๆ แต่โจทก์ชำระเพียงบางส่วนแล้วไม่ชำระต่อ จำเลยจึงได้บอกเลิกสัญญาและมีสิทธิริบมัดจำ คดีขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์จำเลยสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันแล้วจำเลยรับเงินมัดจำไว้จากโจทก์เพียง ๓๕,๐๐๐ บาท และวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าที่จำเลยฎีกาว่าคดีขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์จำเลยได้เลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันแล้ว คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ แต่จำเลยไม่ยอมคืนเงินมัดจำและราคาที่ดินที่จำเลยรับไว้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้เรียกเงินดังกล่าวคืนอันเป็นกรณีที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์สินคืนซึ่งไม่มีอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน
อนึ่ง มีปัญหาตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่า ทุนทรัพย์ที่จำเลยฎีกามีจำนวน ๔๕,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องในศาลชั้นต้นเกินกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งคู่ความมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แม้ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ก็ต้องถือตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในศาลชั้นต้นเป็นเกณฑ์พิจารณา คดีของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามฎีกาดังโจทก์อ้าง
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๓๕,๐๐๐ บาทแก่โจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4015/2528
นายสาโรจ ศิลปพงษ์ โจทก์
นางงามศรี สร้อยอินทร์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสาโรจ ศิลปพงษ์ · จำเลย - นางงามศรี สร้อยอินทร์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พิชัย วุฒิจำนงค์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน · อภินย์ ปุษปาคม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายบุญส่ง คล้ายสี · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน นนทแก้ว |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา