คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7400/2568
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา
ย่อคำพิพากษา
พฤติการณ์ที่ผู้ตายถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย เมื่อจำเลยไปสอบถามผู้ตายแล้วเกิดปากเสียงโต้เถียงกัน ผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันจำเลย ถือว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลยแล้ว แม้ต่อมาจำเลยแย่งอาวุธมีดอีโต้ได้จากผู้ตายก็ตาม แต่ขณะนั้นผู้ตายยังคงอยู่บริเวณที่เกิดเหตุจึงมิใช่ภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่จำเลยหมดไปแล้ว ในสถานการณ์เช่นนั้นจำเลยย่อมไม่มีเวลาคิดว่าต้องวิ่งหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอดหรือรอผู้ตายเข้ามาแย่งอาวุธมีดอีโต้จากจำเลย และไม่มีเหตุอันใดที่จำเลยจะเสี่ยงภัยต่อสู้กับผู้ตายอีก การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันและตีผู้ตายจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันและตีผู้ตายจนล้มลงแล้ว แสดงว่าภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายนั้นถูกจำเลยควบคุมมิให้ก่อให้เกิดอันตรายแก่จำเลยได้อีกได้ ถือว่าภยันตรายที่ผู้ตายจะก่อแก่จำเลยหมดไปแล้ว จำเลยจึงไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันผู้ตายอีก ดังนี้ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้งในขณะที่ผู้ตายล้มลงแล้ว นับได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 69 เพราะหากจำเลยไม่ใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้ง ผู้ตายคงไม่ถึงแก่ความตาย เพราะตามรายงานการตรวจศพเป็นการชัดแจ้งแล้วว่าสาเหตุการตายเกิดจากการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากของแข็งมีคมขนาดหนักหลายบาดแผล คดีจึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฆ่าผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 และริบอาวุธมีดอีโต้ของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่โดยต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน
ระหว่างพิจารณา นายวิทยา บุตรของนายปิ่น ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการจัดงานศพผู้ตาย เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องตกลงประนีประนอมเรื่องค่าสินไหมทดแทนกับจำเลยแล้ว โดยจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้องเป็นเงิน 80,000 บาท ผู้ร้องจึงไม่ติดใจดำเนินคดีอีก ขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนแพ่งออกจากสารบบความ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 6 ปี คำให้การของจำเลยชั้นสอบสวนตลอดจนชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบมีดอีโต้ของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งศาลชั้นต้นให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยเห็นนายปิ่น ผู้ตาย ถืออาวุธมีดอีโต้ของกลางเดินไปยังเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของนางสาววรวง ภริยาจำเลย กับที่ดินของนายวิทยา บุตรผู้ตาย แล้วผู้ตายถอนเสาปูนดังกล่าวออก จำเลยจึงไปถามผู้ตายถึงสาเหตุที่ถอนเสาปูน ทำให้ผู้ตายกับจำเลยมีปากเสียงโต้เถียงกัน จากนั้นผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันที่ศีรษะของจำเลย แต่จำเลยเอี้ยวตัวหลบไปด้านขวาแล้วยกมือซ้ายขึ้นกันอาวุธมีดอีโต้ของกลางไว้ ทำให้คมอาวุธมีดอีโต้ของกลางถูกนิ้วหัวแม่มือมือซ้ายของจำเลยได้รับอันตรายสาหัส จำเลยจึงใช้มือขวาจับข้อมือขวาของผู้ตายแล้วบิดทำให้อาวุธมีดอีโต้ของกลางหลุดจากมือขวาของผู้ตายตกลงไปที่พื้น จากนั้นจำเลยใช้มือขวาหยิบอาวุธมีดอีโต้ของกลางขึ้นมาและฟันไปที่ศีรษะผู้ตายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุจำเลยไปมอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ป้อมสายตรวจตำบลพันเสา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า นอกจากข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติดังกล่าวข้างต้นแล้ว ได้ความจากร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริ พนักงานสอบสวน ว่า จำเลยให้การชั้นสอบสวนว่า วันเวลาเกิดเหตุ ขณะจำเลยกำลังวิดน้ำเข้านา ผู้ตายเดินมาตามทุ่งนาของผู้ตายแล้วถอนเสาปูนที่ปักแสดงแนวเขตระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย จำเลยจึงเข้าไปหาผู้ตายแล้วถามว่า เจ้าพนักงานมารังวัดแล้วปักเสาปูนแล้ว มาถอนเสาออกทำไม ผู้ตายพูดว่า กูจะทำ มีปัญหาไหม มึงจะเอายังไงกับกู แล้วผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ที่ถือมาฟันจำเลยที่บริเวณลำตัว จำเลยหลบ แต่ไม่พ้นคมมีดจึงฟันถูกนิ้วมือของจำเลย จำเลยจับแขนขวาของผู้ตายซึ่งถืออาวุธมีดอีโต้อยู่ บิดแขนของผู้ตายทำให้อาวุธมีดอีโต้ร่วงลงพื้น แล้วจำเลยหยิบอาวุธมีดอีโต้ดังกล่าวขึ้นมาฟันไปที่บริเวณศีรษะของผู้ตายและหันอาวุธมีดอีโต้แล้วใช้ด้านข้างตีผู้ตายที่แขนขวาจนแขนหัก กับใช้ด้านคมมีดฟันไปที่ศีรษะของผู้ตายจนล้มลง เมื่อผู้ตายล้มลงแล้ว จำเลยใช้ด้านคมมีดฟันที่ศีรษะของผู้ตายอีก 2 ครั้ง แต่จำเลยเบิกความเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายเพียงว่า เมื่อจำเลยหยิบอาวุธมีดอีโต้ของกลางที่พื้นแล้วฟันศีรษะผู้ตายประมาณ 3 ครั้งติดต่อกัน ผู้ตายล้มลงหน้าคว่ำลงกับพื้น เห็นได้ว่าจำเลยให้การชั้นสอบสวนถึงรายละเอียดในการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายต่างจากคำเบิกความ แต่เมื่อจำเลยให้การต่อร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริหลังเกิดเหตุ 1 วัน และให้การเพิ่มเติมหลังเกิดเหตุ 4 วัน ย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองปรึกษาหารือกับบุคคลอื่นก่อนว่าจะให้การต่อสู้คดีอย่างไร กับจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยนั้น ร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริได้จัดทำขึ้นไม่ถูกต้องอย่างไร และคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายมีรายละเอียดมากกว่าที่จำเลยเบิกความ หากจำเลยไม่ได้ให้การตามความเป็นจริงก็ยากที่ร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริจะจัดทำขึ้นมาปรักปรำจำเลยได้ ทั้งลักษณะการฟันและตีผู้ตายตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยสอดคล้องกับร่องรอยบาดแผลต่าง ๆ ของผู้ตายที่ปรากฏตามรายงานการตรวจศพไว้ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยในส่วนนี้จึงรับฟังได้ ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติดังกล่าว พฤติการณ์ที่ผู้ตายถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย เมื่อจำเลยไปสอบถามผู้ตายแล้วเกิดปากเสียงโต้เถียงกัน ผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันจำเลย ถือว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลยแล้ว แม้ต่อมาจำเลยแย่งอาวุธมีดอีโต้ของกลางได้จากผู้ตายก็ตาม แต่ขณะนั้นผู้ตายยังคงอยู่บริเวณที่เกิดเหตุจึงมิใช่ภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่จำเลยหมดไปแล้ว ในสถานการณ์เช่นนั้นจำเลยย่อมไม่มีเวลาคิดว่าต้องวิ่งหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอดหรือรอผู้ตายเข้ามาแย่งอาวุธมีดอีโต้ของกลางจากจำเลย และไม่มีเหตุอันใดที่จำเลยจะเสี่ยงภัยต่อสู้กับผู้ตายอีก การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายจนล้มลงแล้ว แสดงว่าภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายนั้นถูกจำเลยควบคุมมิให้ก่อให้เกิดอันตรายแก่จำเลยได้อีกได้ ถือว่าภยันตรายที่ผู้ตายจะก่อแก่จำเลยหมดไปแล้ว จำเลยจึงไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายอีก ดังนี้ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้งในขณะที่ผู้ตายล้มลงแล้ว นับได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 เพราะหากจำเลยไม่ใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้ง ผู้ตายคงไม่ถึงแก่ความตาย เพราะตามรายงานการตรวจศพ เป็นการชัดแจ้งแล้วว่าสาเหตุการตายเกิดจากการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากของแข็งมีคมขนาดหนักหลายบาดแผล คดีจึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฆ่าผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายสืบเนื่องจากผู้ตายไปถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของนางสาววรวง ภริยาจำเลย กับนายวิทยา บุตรผู้ตาย แล้วใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันจำเลยก่อน นับว่าผู้ตายมีส่วนผิดอยู่ด้วยที่ทำให้เกิดเหตุในคดีนี้ขึ้น ประกอบกับจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 80,000 บาท ให้แก่นายวิทยาบุตรผู้ตาย จนไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย เห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุก 6 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ต่อปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7400/2568
พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก โจทก์
นาย ว. ผู้ร้อง
นาย ธ. จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก · ผู้ร้อง - นาย ว. · จำเลย - นาย ธ. |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เทพ อิงคสิทธิ์ · ธนาคม ลิ้มภักดี · ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นางสาวจันทร ตันทวีวงค์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายคมกริช ภัทรพิทักษ์ |
| แหล่งที่มา | สรรหาฎีกาเด็ด |
| หมายเลขคดีดำ | อ.1158/2568 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สรรหาฎีกาเด็ด