มาตรา ๑๘๐ วางหลักการให้สัตยาบันโดยปริยายแก่โมฆียะกรรม โดยภายหลังเวลาอันพึงให้สัตยาบันได้ตามมาตรา ๑๗๙ ถ้าบุคคลซึ่งมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตามมาตรา ๑๗๕ กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้โดยมิได้สงวนสิทธิไว้แจ้งชัด ให้ถือว่าเป็นการให้สัตยาบัน ได้แก่ (๑) ได้ปฏิบัติการชำระหนี้แล้วทั้งหมดหรือแต่บางส่วน (๒) ได้มีการเรียกให้ชำระหนี้นั้นแล้ว (๓) ได้มีการแปลงหนี้ใหม่ (๔) ได้มีการให้ประกันเพื่อหนี้นั้น (๕) ได้มีการโอนสิทธิหรือความรับผิดทั้งหมดหรือแต่บางส่วน และ (๖) ได้มีการกระทำอย่างอื่นอันแสดงได้ว่าเป็นการให้สัตยาบัน
พบ 4 คดีที่อ้างถึงมาตรานี้ (พ.ศ. 2529–2538) — แสดงคำพิพากษาที่มีคำวินิจฉัยครบถ้วนที่สุด (ย่อโดย AI ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย)
ฎีกาที่ 595/2537 🤖 ย่อโดย AIการที่บุคคลภายนอกผูกพันตนเข้าชำระหนี้ที่ลูกหนี้เดิมค้างชำระให้เจ้าหนี้ เป็นสัญญาประเภทหนึ่งระหว่างเจ้าหนี้และบุคคลภายนอกนั้น หากไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ให้ใ…ฎีกาที่ 1990/2529 🤖 ย่อโดย AIการขาดคุณสมบัติของลูกจ้างตามกฎหมายเป็นเพียงเหตุที่นายจ้างจะเลิกจ้างได้ หากนายจ้างยังคงให้ลูกจ้างทำงานต่อไปโดยมิได้เลิกจ้าง ลูกจ้างนั้นก็ยังคงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงา…ฎีกาที่ 3029-3030/2530 🤖 ย่อโดย AIหากจำเลยได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจาต่อศาลแรงงานแล้ว การให้การเพิ่มเติมในภายหลังจะต้องทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลแรงงานตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง.…ฎีกาที่ 2049/2538 🤖 ย่อโดย AIการให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมโดยปริยาย ถือว่ามีผลสมบูรณ์ และไม่อาจบอกล้างโมฆียะกรรมนั้นได้อีกต่อไป…ไม่จำต้องทำโดยชัดแจ้งเสมอไป เพราะมาตรา ๑๘๐ กำหนดว่าการกระทำหกประการที่ระบุไว้ให้ถือว่าเป็นการให้สัตยาบัน หากผู้มีสิทธิบอกล้างมิได้สงวนสิทธิไว้แจ้งชัด
ได้แก่ การชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน การเรียกให้ชำระหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ การให้ประกันเพื่อหนี้นั้น การโอนสิทธิหรือความรับผิดทั้งหมดหรือบางส่วน และการกระทำอย่างอื่นอันแสดงได้ว่าเป็นการให้สัตยาบัน
ต้องสงวนสิทธิไว้แจ้งชัด เพราะตัวบทยกเว้นไว้ว่าถ้ามิได้สงวนสิทธิไว้แจ้งชัดประการใด จึงจะถือว่าเป็นการให้สัตยาบัน
ใช้กับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังเวลาอันพึงให้สัตยาบันได้ตามมาตรา ๑๗๙ และโดยการกระทำของบุคคลซึ่งมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตามมาตรา ๑๗๕
↑ ดูประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทั้งหมด
🗓️ ปรับปรุงข้อมูลตัวบทล่าสุด: 2026-07-26