คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1152/2481
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดสองบทในฟ้องเดียวกัน โดยอ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดในบทหนึ่งแล้วต่อมาได้กระทำความผิดในอีกบทหนึ่ง โดยที่การกระทำทั้งสองอย่างนั้นเป็นคนละเวลาและคนละการกระทำกัน ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ด้วยยากและเป็นการฟ้องที่ขัดแย้งกันเอง
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกลักโคไป แล้วต่อมาในวันรุ่งขึ้นจำเลยกับพวกรับโครายนี้ไว้โดยรู้ว่าเป็นของร้าย ขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์และรับของโจรดังนี้เป็นฟ้องที่ไม่ขัดแจ้ง ทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ด้วยยากศาลตัดสินยกฟ้องอ้างฎีกาที่ 722/2481
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๒๒ จำเลยกับพวกสมคบกันลักโคไป ๑๒ ตัว หรือต่อมาวันที่ ๒๓ จำเลยกับพวกสมคบกันรับโค ๑๒ ตัวซึ่งถูกลักไปไว้แล้วพาโคไปโดยรู้ว่าเป็นของได้มาโดยการกระทำผิดขอให้ลงโทษ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องเพราะขาดพะยานหลักฐาน
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าในเรื่องหาว่าจำเลยลักทรัพย์โจทก์ไม่มีหลักฐานเพียงพอส่วนข้อหาเรื่องรับของโจรนั้นเห็นว่า ฟ้องของโจทก์ไม่ชัดแจ้งทำให้จำเลยเข้าใจข้อหายากขัดต่อ ม.๑๕๘ (๕) แห่งประมวลวิธีพิจารณาอาญาและนัยฎีกาที่ ๗๒๒/๒๗๘๑ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาตัดสินว่าศาลล่างทั้ง ๒ ตัดสินต้องกันมาว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้แต่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเห็นว่าตามฟ้องโจทก์ตอนแรกกล่าวชัดว่าจำเลยกับพวกลักทรัพย์แล้วกลับกล่าวหาอีกว่าจำเลยรับของโจรดั่งนี้ทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ยากดั่งนัยคำพิพากษาฎีกาที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นกล่าว พิพากษายืนตามให้ยกฎีกาโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1152/2481
พนักงานอัยยการ โจทก์
นายและสันประเสริฐ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยยการ · จำเลย - นายและสันประเสริฐ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เทฟโนต์ · อมาตย์ · อรรถกฤต ช.เพ็ญชาติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - หลวงวรนิติปรีชา · ศาลอุทธรณ์ - พระยาธรรมบัณฑิต ฯ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา