⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 935/2482

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 935/2482

ย่อคำพิพากษา

การนำสืบถึงมูลกรณีเดิมที่เป็นหนี้กัน ไม่ถือว่าเป็นการสืบต่างกับฟ้อง จำเลยกู้เงินบิดาโจทก์ไปบิดาโจทก์ตายโจทก์ได้รับมฤดก โจทก์จำเลยทำสัญญากันอีกฉะบับ 1 เป็นว่าจำเลยกู้เงินจากโจทก์โดยสัญญานี้มีพะยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือจำเลยถูกต้องตามกฎหมาย โจทกืฟ้องจำเลยโดยอาศัยสัญญา-ฉะบับที่ทำกู้จากบิดา ศาลพิพากษายกฟ้องไปแล้ว โจทก์ฟ้องใหม่โดยอาศัยสัญญาที่ทำกับตนเองนั้นได้ เพราะไม่ใช่ประเด็นเดียวกัน เมื่อคำพิพากษาก่อนกล่าวว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์จะฟ้องใหม่โดยอาศัยเอกสารฉะบับใดโจทก์ฟ้องโดยอาศัยเอกสารฉะบับนั้นอีกได้ ด้วยไม่ใช่คดีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.144 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

เดิมจำเลยที่ ๑ กู้เงินบิดาโจทก์ไปเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๔๗๑ เป็นเงิน ๑๑๒๐ บาทต่อมาภายหลังเอาไปอีก ๘๐ บาท จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันอีกฉะบับหนึ่งต่างหาก ในสัญญากู้ฉะบับนั้นไม่มีพะยานในหนังสือรับรองลายพิมพ์นิ้วมือผู้กู้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาบิดาโจทก์ตายโจทก์ได้รับมฤดก โจทก์จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ทำหนังสือสัญญากันมีข้อความว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์ ๑๒๐๐ บาท แต่วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๔๗๑ ซึ่งจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันได้ผัดเรื่อย ๆ มา บัดนี้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ขอผัดอีกครั้งหนึ่ง คือจะยอมโอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๖๗ ให้โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระต้นเงินดอกเบี้ยหรือไม่โอนที่ดิน จำเลยทั้ง ๒ ขอรับผิดร่วมกันในการชำระหนี้สินรายนี้ ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยโดยอาศัยสัญญากู้ สัญญาค้ำประกันที่จำเลยทำกับบิดาโจทก์ศาลพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิ์ที่โจทก์จะฟ้องใหม่โดยอาศัยสัญญาที่โจทก์จำเลยทำกันเองครั้งหลังนี้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องใหม่โดยอาศัยสัญญาที่โจทก์จำเลยทำกันเองนั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้ง ๒ รับผิดใช้เงินให้โจทก์ ๑๒๐๐ บาทพร้อมกับดอกเบี้ย จำเลยคัดค้านว่า หนังสือที่โจทก์อาศัยมาฟ้องใหม่นี้มีข้อความว่าจำเลยที่ ๑ กู้เงินโจทก์ไปต่างกับทางพิจารณาที่สืบว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินจากบิดาโจทก์ไป จึงเป็นใบรับรองหนี้คนละราย ต้องถือว่าทางพิจารณาได้ความต่างกับฟ้อง และได้มีคำพิพากษาเด็ดขาดมาแล้วโจทก์นำคดีมาฟ้องอีกไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นว่าหนังสือที่โจทก์อาศัยมาฟ้องนี้ กล่าวถึงมูลหนี้เดิมว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลุกหนี้โจทก์อยู่ ๑๒๐๐ บาทและจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันนั้น ก็คือจำนวนเงินที่จำเลยกู้จากบิดาโจทก์ ซึ่งโจทก์เป็นผู้รับมฤดกเจ้าหนี้เดิมนั้นเอง หนังสือที่นำมาฟ้องซึ่งกล่าวท้าวถึงมูลหนี้เดิมกับที่โจทก์นำสืบจึงเป็นมูลหนี้รายเดียวกัน ไม่ใช่คนละราย ข้อเท็จจริงจึงไม่ต่างกับฟ้อง และเห็นว่าคดีเดิมโจทก์ฟ้องจำเลยให้ใช้หนี้ตามสัญญากู้และค้ำประกันที่ทำให้กับบิดาโจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ชำระหนี้ตามหนังสือที่จำเลยทำกับโจทก์เอง มีประเด็นวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุไม่เหมือนกัน ทั้งคำพิพากษาคดีเดิมก็ยินยอมให้โจทก์ฟ้องตามเอกสารที่จำเลยทำกับโจทก์เองนี้ได้ ฉะนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง+ไม่ใช่คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 935/2482 นางลมุล แก้วเจริญ โจทก์ นางดะเละ มัทละ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางลมุล แก้วเจริญ · จำเลย - นางดะเละ มัทละ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิเศษ · อมาตย · มนูภันย์วิมลสาร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น · ศาลอุทธรณ์ - พระสารนิติปัญญา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2307/2518ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 226/2532ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542ฎีกา 2002/2511ฎีกา 759/2519ฎีกา 459/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา