⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1211/2492

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2492

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* พินัยกรรมที่ทำผิดแบบหนึ่งแบบ แต่ถูกต้องตามแบบอื่นที่กฎหมายกำหนดไว้ สามารถบังคับได้ตามแบบที่ถูกต้องนั้น * ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้ ต้องมาจากข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยชอบด้วยกระบวนพิจารณา

ย่อคำพิพากษา

แม้พินัยกรรมจะทำผิดแบบพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามความประสงค์เดิมของผู้ทำพินัยกรรมก็ดี แต่ก็ทำขึ้นถูกต้องตามแบบพินัยกรรมธรรมดาตาม ป.ม.แพ่ง ฯ มาตรา 1656 ทุกประการ ดังนี้ ศาลย่อมยกความสมบูรณ์ตามแบบพินัยกรรมอย่างหลังนี้ ขึ้นใช้บังคับได้โดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.ม.แพ่ง ฯ มาตรา 136. ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลยกขึ้นวินิจฉัยตัดสินคดีได้ตาม ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา 142(5) นั้น จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ข้อเท็จจริงที่ปรากฎขึ้นจากพะยานนอกเรื่องนอกประเด็นนั้น ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตาม ป.ม.วิ.แพ่ง มาตรา 142 (5) ไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตาม ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา 87.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.136 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1656 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1658

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า นางสาวเนยป้าโจทก์ตาย จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมฤดกนางสาวเนย โดยกล่าวว่านางสาวเนยทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้จำเลยทั้งสองและผู้อื่นอีก ทั้งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมฤดกด้วย ศาลแพ่งได้มีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมฤดกตามสำนวรคดีแดง ๑๓๗/๒๔๘๘ ความจริงพินัยกรรมนั้นเป็นโมฆะ โจทก์เป็นทายาทมีสิทธิได้รับมฤดก จึงขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่า พินัยกรรมรายนี้เป็นโมฆะใช้ไม่ได้ตามกฎหมาย และให้ถอดถอนจำเลยทั้งสองออกจากหน้าที่ผู้จัดการมฤดก กับให้ส่งทรัพย์ตามบัญชีท้ายฟ้องให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยเป็นสามีนางเนยโดยชอบด้วยกฎหมาย ก่อนนางเนยตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินส่วนของนางเนยให้แก่จำเลยและคนอื่น ๆ จำเลยที่ ๒ ให้การว่าจำเลยไม่รู้เห็นความเป็นไปในการทำพินัยกรรม ก่อนวันนัดพิจารณาศาลอนุญาตโจทก์แก้และเพิ่มเติมฟ้องว่าที่ดิน ซึ่งปลูกบ้านเรือน โฉนดที่ ๒๒๓๖ ตำบลศิริราช ตามบัญชีท้ายฟ้องอันดับ ๑ ความจริงเป็นทรัพย์นอกพินัยกรรม โดยจำเลยที่ ๑ จัดให้นางสาวเนยทำใบมอบฉันทะให้ผู้มีชื่อไปโอนโฉนดให้แก่จำเลยที่ ๑ เสร็จไปแล้วก่อนนางสาวเนยตาย ดังปรากฎตามใบมอบฉันทะลงวันที่วันเดียวกับที่ทำพินัยกรรมนั้นเอง ใบมอบฉันทะเป็นโมฆะใช้ไม่ได้ จึงขอให้ศาลพิพากษาทำลายการโอนโฉนดตามใบมอบฉันทะดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ให้การเพิ่มเติมว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับโอนที่บ้านโฉนดที่ ๒๒๓๖ ตามใบมอบฉันทะของนางสาวเนยโดยสมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการโอนโฉนดที่ ๒๒๓๖ ให้ คงมีชื่อนางสาวเนยในโฉนดตามเดิม คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า (๑) พินัยกรรม และใบมอบฉันทะได้ทำขึ้นตามความประสงค์ของนางเนย ๆ ได้พิมพ์ลายนิ้วมือไว้ในเวลามีสติดี (๒) แม้พินัยกรรมนี้จะทำผิดแบบพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามความประสงค์เดิมของนางเนยก็ดี แต่ก็ได้ทำขึ้นถูกต้องตามแบบพินัยกรรมธรรมดาดังบัญญัติไว้ใน ป.ม.แพ่งฯ มาตรา ๑๖๕๖ ทุกประการ ดังนี้ ศาลยกความสมบูรณ์ตามแบบพินัยกรรมอย่างหลังนี้ขึ้นใช้บังคับได้โดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.ม.แพ่งฯ มาตรา ๑๓๖. (๓) ประเด็นข้อนี้ได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ว่า ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้ศาลยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างตาม ป.ม.วิ.แพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) นั้น จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เช่น ได้จากหลักฐานพะยาน ซึ่งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคดีจะต้องนำสืบ หรือได้จากเอกสารพะยานที่มีกฎหมายบังคับให้คู่ความที่กล่าวอ้างต้องแสดงเป็นต้น สำหรับข้อเท็จจริงที่ปรากฎขึ้นจากพะยานนอกเรื่องนอกประเด็น ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบ หรือมีกฎหมายบังคับให้ต้องแสดงกล่าวข้างต้นนั้น ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตาม ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา ๑๔๒ (๕) ไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาต้องห้ามตาม ป.ม.วิ.แพ่ง มาตรา ๘๗ ข้อบกพร่องของใบมอบฉันทะเรื่องนี้ ซึ่งเกี่ยวกับพะยานและการกรอกชื่อผู้รับมอบฉันทะไม่ถูกต้องนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากคำเบิกความของพะยานอันเป็นการนอกเรื่อง ไม่เกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายใดจะต้องนำสืบ เพราะไม่มีใครกล่าวอ้างถึง และไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อเท็จจริงตามฟ้องของโจทก์แต่ประการใด ฉะนั้นจึงรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกกระบวนพิจารณาโดยชอบต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2492 นายเพลิน , ด.ช.สมพงษ์และ ด.ญ.หรรษา เสนีวงศ์ ณ อยุธยา (โดยนางล้อม พิพิธภูมิจารณ์มารดา ผู้แทนโดยชอบธรรม) โจทก์ ขุนผสมทรัพย์สมานที่ 1, ร.ท.อังกูร เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ 2 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความ(โดยนางล้อม - นายเพลิน , ด.ช.สมพงษ์และ ด.ญ.หรรษา เสนีวงศ์ ณ อยุธยา · โจทก์ - พิพิธภูมิจารณ์มารดา ผู้แทนโดยชอบธรรม) · ล. - ขุนผสมทรัพย์สมานที่ 1, ร.ท.อังกูร เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีชาวินิจฉัย · ลัดพลีธรรมประคัลภ์ · ทรงนิติกรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 607/2537ฎีกา 1692/2500ฎีกา 4661/2555ฎีกา 2794/2523ฎีกา 8867/2554ฎีกา 2301/2545ฎีกา 11645/2554ฎีกา 1800/2565ฎีกา 1409/2533ฎีกา 7171-7182/2552ฎีกา 6471/2548ฎีกา 1236/2537ฎีกา 1179/2492ฎีกา 3051/2529ฎีกา 484/2536ฎีกา 814/2490ฎีกา 2460/2522ฎีกา 528/2536ฎีกา 1080/2505ฎีกา 5462/2539ฎีกา 184/2536ฎีกา 1135/2542ฎีกา 87/2493ฎีกา 1565/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา