คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 41/2493
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียน ความเป็นหุ้นส่วนสิ้นสุดลงเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนมีมติให้เลิก และผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมโอนหุ้นของตนได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนอื่น
2. ในคดีอาญาที่ยังอยู่ในชั้นพิจารณา ศาลไม่ควรวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความผิด หากยังมีข้อหาอื่นที่ต้องพิจารณาต่อไป
3. ทนายความที่ได้รับมอบอำนาจให้ใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกา มีอำนาจลงชื่อในอุทธรณ์หรือฎีกาแทนตัวความได้
ย่อคำพิพากษา
ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียน เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนมีมติให้เลิก ความเป็นหุ้นส่วนก็สิ้นสุดลง จะนำมาตรา 1249 - 1040 มาใช้บังคับมิได้ และผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมโอนหุ้นของตนได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนคนอื่น ผู้รับโอนหุ้นมาย่อมเป็นผู้เสียหายในทางอาญาได้
คดีอาญาที่อยู่ในชั้นพิจารณาอำนาจฟ้อง แม้ศาลจะเห็นว่าฟ้องบางข้อไม่ผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์อ้าง แต่ยังมีขอ้หาฐานอื่นอยู่ด้วย และคดีจะต้องพิจารณาพิพากษาต่อไป ศาลไม่ควรด่วนวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความผิด
ทนายความที่ได้รับมอบอำนาจจากตัวความให้ใช้สิทธิอุทธรณ์, ฎีกาได้ ย่อมมีอำนาจลงชื่อในอุทธรณ์แทนตัวความได้
(อ้างฎีกา 1243/2492)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์โดยส่วนตัวและรับมอบอำนาจจาก อ. ฟ้องว่า อ.และจำเลยที่ ๑ กับพวกบุคคลอื่นมีหุ้นส่วนร่วมกันในห้างหุ้นส่วน ๒ ราย ซึ่งต่อมาได้เลิกและตั้งผู้ชำระบัญชี อ. ได้โอนหุ้นส่วนและมอบอำนาจให้โจทก์ ๆ ได้ขอถอดถอนผู้ชำระบัญชีตามคดีแดงที่ ๑๔/๒๔๙๐ และศาลได้สั่งให้ยึดทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนรายนี้ไว้ก่อนมีคำพิพากษา จำเลยทั้ง ๓ ได้สมคบกัน โดยจำเลยที่ ๓ ในฐานผู้รอบมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๒ ได้แต่งให้ทนายความทำคำร้องขัดทรัพย์โดยรู้อยู่ว่าเป็นเท็จ ยื่นต่อศาลในคดีดังกล่าวว่า ยางที่ยึดไว้นั้น จำเลยที่ ๑ ได้ขายให้จำเลยที่ ๒ แล้ว และจำเลยทั้ง ๓ ได้เบิกความเท็จต่อศาลประกอบคำร้องขัดทรัพย์ขอให้ลงโทษตาม ก.ม. ลักษณะอาญามาตรา ๑๕๘, ๑๕๕, ๑๕๖, ๖๓, ๖๕, ๗๐, ๗๑ แก้ไขเพิ่มเติม ไต่สวนมูลฟ้องแล้วศาลสั่งคดีมีมูล จำเลยให้การปฏิเสธและตัดฟ้องว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกันว่า ที่จำเลยร้องขัดทรัพย์ไม่ผิดมาตรา ๑๕๘ คดีอาญาผู้เสียหายจะมอบให้บุคคลอื่นฟ้องแทนไม่ได้ (ฎีกาที่ ๘๙๒/๒๔๗๘) ไม่ปรากฎว่าโจทก์ได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนคนอื่นให้เข้ามาเป็นหุ้นส่วน ที่โจทก์ฟ้องในฐานะส่วนตัวจึงไม่ใช่ผู้เสียหายพิพากษายกฟ้อง โดยไม่จำต้องพิจารณาข้อเบิกความเท็จ
โจทก์, จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ห้างหุ้นส่วนรายนี้หาได้จดทะเบียนไม่ เมื่อได้มีมติให้เลิกและตั้งผู้ชำระบัญชี ความเป็นหุ้นส่วนก็สิ้นสุดลง จะนำมาตรา ๑๒๔๙, ๑๐๔๐ มาใช้ไม่ได้ที่มีการชำระบัญชีเพื่อชำระหนี้สินและจัดสรรค์ปันส่วนให้เสร็จเท่านั้น เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้ว อ.ย่อมขายสิทธิในหุ้นส่วนให้โจทก์ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนคนอื่น โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีในฐานะส่วนตัวได้ ส่วนจะต้องในฐานรับมอบอำนาจจาก อ. ได้หรือไม่ยังไม่จำต้องวินิจฉัย ชั้นนี้เป็นแต่วินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้อง ไม่สมควรวินิจฉัยไปก่อนว่าจำเลยจะผิด ม.๑๕๘ หรือไม่ ส่วนฎีกาจำเลยที่คัดค้านมาแต่ชั้นอุทธรณ์นั้นว่า ทนายโจทก์ลงชื่อในอุทธรณ์แทนตัวโจทก์ได้ เพราะใบแต่งทนายได้ให้อำนาจทนายโจทก์ใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาด้วย
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 41/2493
นายตันเซ่งเงี๊ยบ แซ่ตัน ในฐานส่วนตัวและรับมอบอำนาจจากนายเอี๋ยวชุ
ยต้อง แซ่เอียว โจทก์
นายตันเฉ่งหลี่ แซ่ตัน ที่ 1, นายจ้ายเหล็ง งานทวี ที่ 2, นายจ๋ายซิ่น งานทวี ที่
3, จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ในฐานส่วนตัวและรับมอบอำนาจจากนายเอี๋ยวชุ - นายตันเซ่งเงี๊ยบ แซ่ตัน · โจทก์ - ยต้อง แซ่เอียว · ที่ - นายตันเฉ่งหลี่ แซ่ตัน ที่ 1, นายจ้ายเหล็ง งานทวี ที่ 2, นายจ๋ายซิ่น งานทวี · จำเลย - 3, |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ดุลยทัณฑ์ชนาณัติ · เลขวณิชธรรมวิทักษ์ · มนูภันย์วิมลสาร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลภูเก็ต - นายเสนอ บุญยเกียรติ · ศาลอุทธรณ์ - พระมนูนาทวิมลกฤต |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา