⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 631/2494

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631/2494

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดตาม พ.ร.บ. การประมง จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในประกาศท้ายฟ้องอย่างชัดเจน หากประกาศท้ายฟ้องไม่ได้กำหนดห้ามเครื่องมือที่อ้างว่าเป็นเครื่องมือที่ห้ามเด็ดขาด จะฟังว่าจำเลยกระทำผิดฐานใช้เครื่องมือที่ห้ามโดยเด็ดขาดไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องบรรยายว่าจำเลยทำการประมงโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยใช้เครื่องมือที่ห้ามเด็ดขาดตามประกาศท้ายฟ้อง แต่เมื่อปรากฎว่าตามประกาศท้ายฟ้องนั้นมิได้มีกำหนดห้ามเครื่องมือที่อ้างนั้น ว่าเป็นเครื่องมือที่ห้ามเด็ดขาด ดังนี้แม้จำเลยจะรับสารภาพตามฟ้อง ก็จะฟังว่าจำเลยกระทำผิดฐานใช้เครื่องมือที่ห้ามโดยเด็ดขาดไม่ได้ เพราะต้องถือประกาศท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องด้วยจำเลยจึงคงมีความผิดตาม พ.ร.บ.การประมง 2490 มาตรา 18-62 ไม่ใช่ผิดตามมาตรา 32-65 ฉะนั้นการริบเครื่องมือของกลางจึงอยู่ในดุลยพินิจของศาลตามมาตรา 69

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายลักษณะอาญา ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยสมคบกันวิดน้ำในที่ว่าประมูลทำให้น้ำแห้งหรือลดน้อยลง เพื่อทำการประมงโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน โดยจำเลยใช้เครื่องยนต์ฉุดระหัด ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ข้าหลวงประจำจังหวัดพิษณุโลกโดยอนุมัติรัฐมนตรี มีประกาศห้ามทำการประมงในที่ว่า ประมูลโดยเด็ดขาด ดังปรากฎตามสำเนาท้ายฟ้อง ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.การประมง ๒๔๙๐ มาตรา ๑๘-๓๒-๖๒-๖๕-๗๐ กับขอให้ริบของกลาง จำเลยทั้งสามรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดตามพ.ร.บ.การประมง ๒๔๙๐ มาตรา ๑๘-๖๒ ลดฐานรับสารภาพกึ่งหนึ่งแล้วคงปรับคนละ ๕๐ บาท ของกลางคืนเจ้าของ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา อ้างว่า เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้ เครื่องยนต์ฉุดระหัด อันเป็นเครื่องมือที่ห้ามเด็ดขาดตามประกาศท้ายฟ้อง ทำการประมง และจำเลยก็รับสารภาพตามฟ้องแล้ว ศาลต้องฟังว่าจำเลยใช้เครื่องมือที่ห้ามเด็ดขาด ศาลฎีกาเห็นว่า ประกาศท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง เมื่อประกาศท้ายฟ้องไม่ปรากฎว่าได้ห้ามการใช้เครื่องยนต์ฉุดระหัดทำการวิดน้ำโดยเด็ดขาดไม่ได้ ความผิดของจำเลยต้องด้วยมาตรา ๑๘-๖๒ มิได้ต้องด้วยมาตรา ๓๒-๖๕ การริบหรือไม่ริบ จึงอยู่ในดุลยพินิจของศาลตามมาตรา ๖๙ หาใช่มาตรา ๗๐ ดังโจทก์ฎีกาไม่ คดีนี้ศาลล่างทั้งสองได้ใช้ดุลยพินิจต้องกันมาว่า ยังไม่ควรริบของกลาง ศาลฎีกายังไม่เห็นมีเหตุอันควรจะเปลี่ยนแปลง จึงไม่แก้ไข คงพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631/2494 อัยการพิษณุโลก โจทก์ นายประเสริฐ ทิพยโอสถ ที่1,นายหยู่ โตพันปีที่ 2 , นายสุด อันรักษาที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการพิษณุโลก · จำเลย - นายประเสริฐ ทิพยโอสถ ที่1,นายหยู่ โตพันปีที่ 2 , นายสุด อันรักษาที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประศาสน์วินิจฉัย · ธรรมบัณฑิต · นนทปัญญา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายสงวน สุจริตจันทร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายไชยเจริญ สันตศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 3026/2517ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 2963/2535ฎีกา 726/2487ฎีกา 2813/2566ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 1756/2492ฎีกา 2292/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา