คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 717/2497
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การฟ้องเรียกค่าเสียหายละเมิดโดยไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำผิดอาญาต่อโจทก์ จะต้องนับอายุความตามมาตรา 448 วรรค 2 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
* การรับปากว่าจะพิจารณาชดใช้ค่าเสียหาย ไม่ถือเป็นการรับสภาพหนี้
* การละเมิดเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ถูกร้องทุกข์ ไม่ใช่วันที่ศาลพิพากษายกฟ้อง
* เมื่อจำเลยยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความขาด ศาลมีหน้าที่ปรับบทกฎหมายเอง โดยจำเลยไม่ต้องยกบทกฎหมายมาโดยแจ้งชัด
ย่อคำพิพากษา
ฟ้องเรียกค่าเสียหายละเมิด แต่ไม่ได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยได้กระทำผิดในทางอาญาต่อโจทก์ คดีจึงนับอายุความตาม ป.พ.พ.มาตรา 448 วรรค 2 ไม่ได้
การที่จำเลยรับด้วยวาจาว่าจะพิจารณาชดใช้ค่าเสียหายให้ ไม่เป็นการรับสภาพหนี้ตามมาตรา 172
จำเลยร้องทุกข์ว่าโจทก์กระทำผิดทางอาญา ต่อมาโจทก์ถูกฟ้องจนศาลพิพากษายกฟ้องถูกละเมิดตั้งแต่วันที่จำเลยร้องทุกข์ ไม่ใช่เมื่อศาลยกฟ้อง
เมื่อจำเลยยกข้อต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว เป็นหน้าที่ศาลจะต้องปรับมาตราเอง จำเลยไม่ต้องยกบทกฎหมายมาโดยแจ้งชัด
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทย์ฟ้องว่า โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายบุหรี่เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๔๙๒ จำเลยที่ ๑ ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์รับบุหรี่ไปแล้วชำระราคาด้วยเช็คปลอม ขอให้ดำเนินคดีแต่โจทก์ฐานปลอมหนังสือสำคัญและฉ้อโกง เป็นเหตุให้โจทก์ถูกสอบสวนควบคุมจนถูกฟ้องต่อศาลอาญา ในที่สุดศาลอาญายกฟ้อง ทั้งนี้เพราะจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ความจริงเป็นความทุจริตของเจ้าหน้าที่ของจำเลยเองเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย
จำเลยให้การต่อสู้หลายประการ และตัดฟ้องว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย
ศาลชั้นต้นสอบโจทก์ ๆ รับว่าได้ทราบการละเมิดเมื่อ ๒๑ ตุลาคม ๒๔๙๒ จำเลยว่าจะพิจารณาชดใช้ค่าเสียหายให้ด้วยวาจา ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว และจำเลยยังมิได้รับสภาพหนี้ตามมาตรา ๑๗๒ พิพากษาให้ยกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามมาตรา ๔๔๘ วรรคแรกแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่มีข้อความที่จะพึงเห็นได้ว่าโจทก์หาว่าจำเลยแจ้งความเท็จและทำให้โจทก์เสื่อมเสียอิสสระภาพ เป็นความผิดทางอาญาต่อโจทก์ คดีโจทก์จึงปรับด้วยมาตรา ๔๔๘ วรรค ๒ ไม่ได้ การที่จำเลยรับรองด้วยวาจาว่าจะพิจารณาค่าเสียหายให้โจทก์นั้นไม่เป็นการรับสภาพหนี้ตามมาตรา ๑๗๒ ข้อที่โจทก์เถียงว่าความเสียหายของโจทก์เกิดขึ้นหลังจากจำเลยแจ้งความ และมีอยู่ตลอดมาจนศาลยกฟ้อง สิทธิเรียกร้องของโจทก์เพิ่งเกิดในตอนนี้นั้น เห็นว่าสิทธิของโจทก์ถูกละเมิดตั้งแต่วันที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ หาใช่เพิ่งเกิดเมื่อศาลพิพากษายกฟ้องไม่ ข้อที่โจทก์ว่าจำเลยไม่ได้ยกอายุความ ๑ ปีขึ้นต่อสู้ ศาลจะวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องเกิน ๑ ปี ขาดอายุความไม่ได้นั้น เห็นว่าจำเลยได้ต่อสู้แล้วว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ เป็นหน้าที่ศาลจะต้องปรับบทเอง จำเลยไม่ต้องยกบทกฎหมายมาโดยแจ้งชัด ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบแล้ว จึงพิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 717/2497
นายปลั่ง โตถาวร โจทก์
กรมสรรพสามิตต์ที่ 1, นายผดุง สวัสดิบุตรที่ 2, จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายปลั่ง โตถาวร · จำเลย - กรมสรรพสามิตต์ที่ 1, นายผดุง สวัสดิบุตรที่ 2, |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประศาสน์วินิจฉัย · มนูภันย์วิมลสาร · พิบูลย์ไอศวรรย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายยุ้ย อาตมียะนันทน์ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงการุณย์ราทร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา