⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 873/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 873/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นอายุความใหม่ แม้หนี้เดิมจะมีหลักฐานอยู่แล้วก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

แม้วันที่จำเลยได้กู้เงินโจทก์ไป ถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้วก็ตาม แต่เมื่อวันที่จำเลยรับสภาพหนี้นั้นถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี เช่นนี้คดีโจทก์ก็ยังไม่ขาดอายุความ การรับสภาพหนี้นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักฐาน แม้หนี้ที่มีหลักฐานสัญญากู้ยืมอยู่แล้วก็มีการรับสภาพหนี้กันได้ จำเลยทำสัญญากู้ให้โจทก์ไว้เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2496 และต่อมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2501 จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้นั้นซึ่งเป็นฉบับท้ายฟ้องโจทก์ ดังนี้ เมื่อปราฏว่าโจทก์ฟ้องเรียกหนี้เงินกู้ซึ่งจำเลยก็ไปเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2496 ส่วนเดียวเท่านั้น ฟ้องโจทก์จึงหาใช่ฟ้องให้ชำระหนี้ส่วนอุปกรณ์ซึ่งมีหนี้ในส่วนทีเป็นประธานแต่อย่างใดไม่จะนำมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาปรับแก่คดีนี้ไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.181 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.190

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินกู้จำเลยต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์จำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยเรื่องอายุความเรื่องเดียวเป็นข้อแพ้ชนะ โดยจำเลยรับว่าได้ทำสัญญากู้ให้โจทก์ไว้เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๔๙๖ และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๐๑ จำเลยได้ทำหนังสือฉบับที่โจทก์นำมาฟ้องให้โจทก์ไว้จริง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยได้กู้เงินโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๔๙๖ ถึงวันฟ้อง คือ วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๐๖ เป็นเวลาเกิน ๑๐ ปีแล้วก็ตาม แต่เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๐๑ จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ อายุความย่อมสะดุดหยุดลงและระยะเวลาที่ได้ล่วงไปก่อนนั้นย่อมไม่นับเข้าในอายุความ โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๐๖ ยังไม่เกิน ๑๐ ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยฎีกาว่าหนี้ที่จะต้องรับสภาพ ต้องเป็นหนี้ซึ่งไม่มีหลักฐานที่จะนำมาฟ้องนั้นเห็นว่าการรับสภาพหนี้ตามมาตรา ๑๗๒ ไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักฐาน เพราะมาตรา ๑๗๒ ไม่ได้ระบุไว้เลยว่าหนี้ที่จะรับสภาพหนี้ได้ต้องเป็นหนี้ที่ปราศจากหลักฐาน ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สิทธิเรียกร้องในส่วนที่เป็นประธานขาดอายุความแล้ว สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ส่วนอุปกรณ์ก็ต้องขาดอายุความด้วย ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องเรียกหนี้เงินกู้ซึ่งจำเลยกู้ไปเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๔๙๖ ส่วนเดียว ไม่เป็นการฟ้องร้องให้ชำระหนี้ส่วนอุปกรณ์ซึ่งมีหนี้ในส่วนที่ประธานแต่อย่างใด จะนำมาตรา ๑๙๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับแก่คดีนี้ไม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 873/2508 นางตลับ ภักดีมาก โจทก์ นายอุย ปิยะราช จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางตลับ ภักดีมาก · จำเลย - นายอุย ปิยะราช
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพรียง โรจนรัส · สนิท สุมาวงศ์ · บุศย์ ขันธวิทย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายเดิม บุญเฉลียว · ศาลอุทธรณ์ - นายฉลาด ไชยชาญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4790/2533ฎีกา 9091/2538ฎีกา 3174/2527ฎีกา 2460/2517ฎีกา 1472/2532ฎีกา 994/2485ฎีกา 2504/2523ฎีกา 6607/2560ฎีกา 450/2493ฎีกา 2493/2553ฎีกา 916/2509ฎีกา 192/2485ฎีกา 456/2539ฎีกา 2968/2530ฎีกา 3443/2526ฎีกา 367/2495ฎีกา 159/2513ฎีกา 225/2531ฎีกา 903-906/2484ฎีกา 1896/2493ฎีกา 1635/2540ฎีกา 463/2518ฎีกา 1515/2522ฎีกา 757/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา