⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6065/2564

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2564

ป.พ.พ. ม.4, 5, 150 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.55, 142, 225 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้มีส่วนได้เสียในโมฆะกรรมสามารถยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างได้ แม้จะไม่ใช่คู่กรณีโดยตรง แต่เป็นบุคคลที่ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์อันเกี่ยวกับโมฆะกรรมนั้น

ย่อคำพิพากษา

อันโมฆะกรรมนั้นเป็นการกระทำที่เสียเปล่า ไม่มีผลอย่างใดในทางกฎหมาย ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ทั้งผู้มีส่วนได้เสียไม่จำกัดเฉพาะคู่กรณีที่ทำนิติกรรมเท่านั้น แต่บุคคลใดที่ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์อันเกี่ยวกับโมฆะกรรม ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียทั้งสิ้น ดังนี้ หากจำเลยที่ 1 บังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทขายทอดตลาดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 913/2547 ของศาลชั้นต้น ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกโต้แย้งสิทธิมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่เป็นโมฆะ โดยไม่จำต้องฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเสียก่อน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.252 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.274 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.297 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.298 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.155 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.252 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 870 ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยาน คู่ความทั้งสองฝ่ายสละประเด็นในคำฟ้องและคำให้การทั้งหมด โดยให้คงไว้แต่ประเด็นว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกโต้แย้งสิทธิอันเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และนิติกรรมการจำนองเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 870 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 870 อันเป็นที่ดินพิพาท และมีข้อกำหนดห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2537 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนให้บริษัท ข. มีสิทธิเหนือพื้นดินมีกำหนด 30 ปี และในวันเดียวกัน จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้ของบริษัท ข. ที่มีต่อธนาคาร ก. วันที่ 20 เมษายน 2542 จำเลยที่ 1 รับโอนสิทธิการรับจำนองมาจากธนาคาร ก. วันที่ 16 กันยายน 2542 ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บริษัท ข. วันที่ 6 กันยายน 2545 โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและอุปกรณ์ต่างๆ ในโครงการสนามกอล์ฟ ของบริษัท ข. จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในราคา 265,680,000 บาท และโจทก์เข้าครอบครองดำเนินกิจการสนามกอล์ฟตลอดมา โดยเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น รีสอร์ท แอนด์ สปา ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2546 จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่า ที่ดินภายในโครงการสนามกอล์ฟประกอบด้วยที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำนวน 56 แปลง แบ่งเป็นกลุ่มที่ 1 จำนวน 36 แปลง ที่โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กลุ่มที่ 2 จำนวน 14 แปลง เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และกลุ่มที่ 3 จำนวน 6 แปลง จำนองเป็นประกันหนี้ของบริษัท ข. อยู่ระหว่างดำเนินคดี โจทก์เปิดให้บริการสนามกอล์ฟและเข้าไปใช้ที่ดินส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ติดต่อเจรจาภายใน 30 วัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ขับไล่โจทก์คดีนี้ออกจากที่ดินกลุ่มที่ 2 จำนวน 14 แปลง ศาลจังหวัดมีนบุรี (เดิม) พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่า จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องคดีขับไล่โดยไม่สุจริต เพราะขณะจำเลยที่ 1 เข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาดและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในสนามกอล์ฟทั้งหมดไม่เคยมีตัวแทนของจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าที่ดินกลุ่มที่ 2 จำนวน 14 แปลง ของจำเลยที่ 1 อยู่ในสนามกอล์ฟดังกล่าวด้วย จนโจทก์ปรับปรุงเป็นสนามกอล์ฟใหม่ คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 248/2549 ของศาลจังหวัดมีนบุรี (เดิม) สำหรับที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยขอให้บังคับจำนอง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 913/2547 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้จำเลยที่ 1 บังคับจำนองได้ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในกลุ่มที่ 3 เช่นเดียวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5025 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องบังคับจำนองที่ดินดังกล่าวเช่นเดียวกับที่ดินพิพาท แต่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า ตามพฤติการณ์เชื่อว่า ธนาคาร ก. รับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5025 ร่วมรู้เห็นกับบริษัท ข. ในการซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอน โดยขอให้เจ้าพนักงานที่ดินทำนิติกรรมในรูปแบบมีสิทธิเหนือพื้นดินและให้นายอุทัย ผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5025 ลงชื่อเป็นผู้จำนองแทนบริษัท ข. เป็นการอำพรางสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่นายอุทัยทำกับบริษัท ข. โดยคู่สัญญามิได้มีเจตนาผูกพันในเรื่องสิทธิเหนือพื้นดินและสัญญาจำนอง สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนายอุทัยกับบริษัท ข. ที่ทำเป็นสัญญาสิทธิเหนือพื้นดินและสัญญาจำนองจึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และมาตรา 155 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำนอง ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18617/2555 โจทก์นำคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมาอ้างเพื่อขอให้เพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำวินิจฉัยทำนองเดียวกันว่าสัญญาสิทธิเหนือพื้นดินและสัญญาจำนองเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสองไม่ได้ฎีกาโต้แย้งความเป็นโมฆะกรรมของสัญญาทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่าระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความทั้งสองฝ่ายสละประเด็นในคำฟ้องและคำให้การทั้งหมดโดยให้คงไว้แต่ประเด็นว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกโต้แย้งสิทธิอันเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และนิติกรรมจำนองเป็นโมฆะหรือไม่ ดังนี้ ฎีกาจำเลยที่ 1 ในเรื่องคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองเพียงว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกโต้แย้งสิทธิอันเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินในโครงการสนามกอล์ฟ ประกอบด้วยที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำนวน 56 แปลง จำเลยที่ 1 ปกปิดข้อเท็จจริงและแจ้งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ที่ดินในโครงการสนามกอล์ฟดังกล่าวมีจำนวน 36 แปลง เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายทอดตลาดที่ดินโครงการสนามกอล์ฟจำนวน 36 แปลง เมื่อโจทก์ประมูลซื้อได้ จึงเข้าครอบครองที่ดินในโครงการสนามกอล์ฟดังกล่าวทั้งหมดจนถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องขับไล่ต่อศาลจังหวัดมีนบุรี (เดิม) จำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจำต้องวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ และสิทธิครอบครองเป็นสิทธิที่ได้มาโดยข้อเท็จจริง ไม่จำต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลรับรองเพียงแต่บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน บุคคลนั้นย่อมได้สิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 แม้ที่ดินพิพาทจะไม่ใช่ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายทอดตลาด แต่เมื่อโจทก์ประมูลซื้อที่ดินในโครงการสนามกอล์ฟได้ และเข้าครอบครองดำเนินกิจการสนามกอล์ฟตลอดมาจนถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องขับไล่ต่อศาลจังหวัดมีนบุรี (เดิม) จึงเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่าโจทก์ได้เข้ายึดถือที่ดินในโครงการสนามกอล์ฟทั้งหมดจำนวน 56 แปลง ซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วยโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ยอมรับและไม่ยินยอมให้โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาททั้งหมดของโครงการสนามกอล์ฟรวมทั้งที่ดินพิพาท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ฟ้องเรียกคืนการครอบครองจนศาลมีคำพิพากษาขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท จึงไม่ทำให้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ได้มาจากการยึดถือโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนสิ้นไป จำเลยที่ 2 แม้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 870 ที่พิพาท แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ครอบครองเพราะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยทำเป็นสัญญาสิทธิเหนือพื้นดินและสัญญาจำนองที่ตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท อันโมฆะกรรมนั้นเป็นการกระทำที่เสียเปล่าไม่มีผลอย่างใดในทางกฎหมาย ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ทั้งผู้มีส่วนได้เสียไม่จำกัดเฉพาะคู่กรณีที่ทำนิติกรรมเท่านั้น แต่บุคคลใดที่จะได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์อันเกี่ยวกับโมฆะกรรม ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียทั้งสิ้น ดังนี้ หากจำเลยที่ 1 บังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทขายทอดตลาดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 913/2547 ของศาลชั้นต้น ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกโต้แย้งสิทธิมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่เป็นโมฆะ โดยไม่จำต้องฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเสียก่อน เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องกระทำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2564 บริษัท ค. โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ค. · จำเลย - บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เมธี ประจงการ · เรวัตร สกุลคล้อย · เชด กวีบริบูรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายสมฤกษ์ สำลีอ่อน · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางอัจฉรา นาถะภักติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.501/2564

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 2439/2531ฎีกา 2573/2552ฎีกา 1342/2509ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 6968/2537ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1968/2533ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 1079/2497ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา