⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1357/2500

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1357/2500

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การระบุเวลาเกิดเหตุในฟ้องคดีอาญาไม่จำเป็นต้องละเอียดถึงขั้นระบุว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน หากข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างในฟ้องสามารถสื่อความหมายและทำให้เข้าใจได้ชัดเจนแล้ว

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องจำเลยฐานฉ้อโกงโดยกล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2496 จำเลยเอาที่ดินซึ่งอ้างว่าเป็นของจำเลยมาประกันเงินกู้โจทก์หลงเชื่อจึงให้จำเลยกู้เงินไปและจำเลยได้เขียนระบุที่ดินนั้นไว้ในสัญญากู้ด้วย ความจริงปรากฎต่อมาว่าที่ดินนั้นเป็นของผู้อื่น สำหรับกรณีเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องระบุว่าเกิดเหตุเวลากลางวันหรือกลางคืน เพราะกิจการที่กล่าวอ้างในฟ้องเป็นเครื่องแสดงให้บังเกิดความหมายและเข้าใจได้แล้วซึ่งจำเลยเองก็มิได้ปฏิเสธความข้อนี้ และจำเลยยอมรับว่าได้ทำสัญญากู้ให้โจทก์ไว้จริงซึ่งหมายความทำกันในวันนั้น หากแต่โต้เถียงว่ามิได้หลอกลวงซึ่งเป็นข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งจะเรียกว่าโจทก์ฟ้องเคลือบคลุม(เพราะไม่มีเวลาเกิดเหตุ) ไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายลักษณะอาญา ม.304 กฎหมายลักษณะอาญา ม.306 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

เรื่อง ฉ้อโกง โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๓ พ.ย.๒๔๙๖ จำเลยได้มากู้เงินโจทก์ ๒๐๖๐ บาท โดยจำเลยได้พูดกับโจทก์ว่า จำเลยจะเอาที่ดินของจำเลยแปลงเนื้อที่ ๙ ไร่ ยังไม่มีโฉนด และระบุเขตติดต่อของที่ดินซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นของจำเลยมาเป็นประกันการกู้เงิน และจำเลยว่าที่ดินแปลงนี้ไม่มีภาระติดพัน โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย จึงยอมให้จำเลยกู้เงิน และให้จำเลยเขียนสัญญากู้และลงที่ดินแปลงที่จำเลยว่านั้นไว้ในสัญญากู้เพื่อเป็นหลักฐานการกู้เงินด้วย ต่อมาจำเลยไม่นำเงินมาชำระ โจทก์จึงฟ้องศาลจำเลยยอมความ แต่แล้วก็ไม่นำเงินมาชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานยึดที่ดินแปลงนั้นเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินใช้หนี้ นางแก้วภรรยาจำเลยร้องขัดทรัพย์โจทก์ โจทก์พึ่งทราบว่าความจริงที่ดินนั้นเป็นของนางแก้ว จำเลยหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อว่าที่ดินเป็นของจำเลย ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๓๐๔,๓๐๖ จำเลยให้การปฏิเสธว่ามิได้หลอกลวงโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์มิได้ระบุเวลาที่จำเลยกระทำผิด เป็นฟ้องเคลือบคลุมตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๕๘(๕) พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพิพากษาคดีต่อไปตามรูปความ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์ฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายของจำเลยซึ่งอ้างว่าเป็นการกระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดทั้งปวง เกี่ยวด้วยเวลาและสถานที่ของการกระทำอย่างสมบูรณ์ เพียงพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาได้เป็นอย่างดีแล้ว ตัวจำเลยเองก็มิได้กล่าวคำให้การว่าติดใจสงสัยข้อกล่าวหาของโจทก์ว่าเคลือบคลุมไม่เข้าใจข้อไหน ส่วนที่ศาลชั้นต้นว่า โจทก์มิได้กล่าวถึงเวลาที่จำเลยกระทำผิดนั้น โจทก์ได้กล่าวถึงวันกระทำผิดของจำเลยไว้แล้ว คือวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๖ สำหรับกรณีเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องระบุว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนกิจการที่กล่าวอ้างในฟ้องเป็นเครื่องแสดงให้บังเกิดความหมายและเข้าใจได้แล้ว ซึ่งจำเลยเองก็มิได้ปฏิเสธความข้อนี้ และยอมรับว่าได้ทำหนังสือสัญญากู้ให้โจทก์ไว้จริง ซึ่งหมายความทำกันในวันนั้น หากแต่โต้เถียงว่ามิได้หลอกลวง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงส่วนหนึ่ง จะเรียกว่าโจทก์ฟ้องเคลือบคลุมไม่ได้ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1357/2500 นางสุก แก้วศรีหมอก โจทก์ นายลี พยัคบุตร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสุก แก้วศรีหมอก · จำเลย - นายลี พยัคบุตร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เลขวณิชธรรมวิทักษ์ · ทรงนิติกรณ์ · ชวน สิงหลกะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสระบุรี - นายพยนต์ ยาวะประภาษ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงพิชิตปฏิภาณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1857/2492ฎีกา 3577/2551ฎีกา 2664/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา