⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1692/2500

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1692/2500

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน หากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นที่ไม่ได้มีการวินิจฉัยในศาลชั้นต้น ถือว่าการวินิจฉัยนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การวินิจฉัยข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์จะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากคำพยานหลักฐานในท้องสำนวน แต่เรื่องนี้ศาลชั้นต้นยังหาได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องโจทก์ได้บอกเลิกการเช่าแก่จำเลยแล้ว และเรื่องจำเลยใช้สถานที่ประกอบการค้า ศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยไม่ตรงตามข้อหาในชั้นฟ้องอุทธรณ์ เป็นการไม่ชอบ.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.242 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาเช่าที่โจทก์ส่วนหนึ่งของโฉนดที่ ๒๐๑๙ ซอยกิ่งเพชร ตำบลถนนเพชรบุรี อำเภอดุสิต จังหวัดพระนครเนื้อที่ ๑ งานเศษ มีกำหนด ๓ ปี ค่าเช่าเดือนละ ๒๐ บาท สัญญาเช่าสิ้นสุดแล้ว จำเลยค้างค่าเช่นแต่กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ ถึงวันฟ้องรวม ๗ เดือนเศษ เป็นค่าเช่า ๑๕๐ บาท ทั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔+๕ จำเลยได้แบ่งที่ดินที่เช่าจากโจทก์ไปให้คนอื่นเช่าโดยจำเลยไม่บอกโจทก์ หรือรับอนุญาตจากโจทก์ เป็นการผิดสัญญาทั้งจำเลยใช้ที่เช่าเป็นที่เก็บรถ ๓ ล้อ เพื่อให้บุคคลอื่นเช่าเป็นการประกอบการค้า จึงฟ้องศาลเพื่อให้บังคับ จำเลยให้การว่า พ.ศ. ๒๔๗๙ จำเลยเช่าที่พิพาทจากนางแต้มเพื่อปลูกบ้านอยู่ ต่อมาประมาณ พ.ศ. ๒๕๘๑ มีคนอื่นขอแบ่งเช่าบ้าน นางแต้มรู้เห็นยินยอม พ.ศ.๒๔๙๑ จำเลยเปลี่ยนมาเช่ากับโจทก์ ๆ ทราบดี และโจทก์ยินยอมทำสัญญาให้จำเลย ๆ ปฏิบัติตามเดิม ไม่ผิดสัญญา การมี ๓ ล้อเช่าไปรับจ้างมาเก็บและให้เช่าที่เก็บ ๓ ล้อไม่ใช่ประกอบการค้า จำเลยไม่เคยผิดนัดชำระค่าเช่า ได้ส่งไปทางธนาณัติแต่โจทก์ไม่รับเองJ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาทอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ อุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาข้อ ๓ ที่จำเลยเถียงว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยว่า โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทราบล่วงหน้า ศาลอุทธรณ์กลับไปวินิจฉัย คดีนี้จำเลยจะอุทธรณ์ได้แต่ปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์จะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากคำพยานหลักฐานในห้องสำนวน แต่เรื่องนี้ศาลชั้นต้นรับรองให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีอำนาจให้เช่าช่วงได้ แล้ววินิจฉัยเลยไปว่าโจทก์ได้บอกเลิกการเช่าแก่จำเลยแล้ว และว่าจำเลยใช้สถานที่เช่าประกอบการค้า ซึ่งประเด็น ๒ ข้อนี้ศาลชั้นต้นยังหาได้วินิจฉัยไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ตรงกับข้อหาในชั้นฟ้องอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิฯแพ่ง มาตรา ๑๔๒,๒๔๒,๒๔๓,๒๔๖ จึงพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1692/2500 นางหนะ เลอแสง(หม้าย)โดยนายชาญ ชื่นภักดี ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายอิ่ม โกมลาชุน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความเลอแสง(หม้าย)โดยนายชาญ - นางหนะ · โจทก์ - ชื่นภักดี ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นายอิ่ม โกมลาชุน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุลยการณ์โกวิท · นนทปัญญา · นนทประชา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายเอิบ น · ศาลอุทธรณ์ - นายยุ้ย อาตมียนันทน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 1746/2511ฎีกา 3827/2542ฎีกา 674/2549ฎีกา 759/2519ฎีกา 1250/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา