คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1812/2500
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่ทนายความได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินกระบวนพิจารณาแทนตัวความในทางจำหน่ายสิทธิได้ ย่อมมีอำนาจทำความตกลงยอมรับผิดแทนตัวความได้เสมือนตัวความตกลงเอง
2. การฟ้องคดีใหม่ที่ประเด็นแห่งคดีไม่เป็นประเด็นเดียวกับที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดในคดีก่อน ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144
ย่อคำพิพากษา
คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยรบกวนสิทธิ ละเมิดสิทธิ ขอให้ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเกี่ยวข้องหรือขัดขวางในการที่โจทก์จะครอบครองทรัพย์ แต่คดีหลังโจทก์ฟ้องเรื่องผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายตามสัญญาที่ทำกันไว้ เกี่ยวกับทรัพย์รายเดียวกันนั้น ไม่เกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้ในคดีก่อน กรณีไม่ต้องด้วย ม.144 ป.วิ.แพ่ง ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
ในคดีหลังโจทก์กล่าวฟ้องว่านางอ่าง(ซึ่งเป็นตัวความในคดีก่อน)เป็นผู้ทำสัญญากับโจทก์ โดยโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า ในคดีก่อนนายสว่างเป็นทนายแก้ต่างนางอ่างและได้ทำสัญญาแทนนางอ่าง แต่ปรากฏตามใบแต่งทนายที่นางอ่างได้แต่งให้นายสว่างเป็นทนายว่าความแทนในคดีก่อน ให้อำนาจแก่นายสว่างทนายที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาแทนในทางจำหน่ายสิทธิได้ด้วยตาม ป.วิ.แพ่ง ม. 62 เมื่อเป็นเช่นนี้นายสว่างจึงมีอำนาจทำความตกลงยอมใช้ค่าเสียหายแทนนางอ่างได้เสมือนว่า นางอ่างเป็นผู้ตกลงเอง โจทก์ไม่จำเป็นที่จะต้องบรรยายความข้อนี้ลงในฟ้องให้ยืดยาว ฟ้องเช่นนี้ไม่เคลือบคลุม.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
เรื่องผิดสัญญา เรียกค่าเสียหาย
โจทก์ฟ้องว่านางอ่างขายฝากตึกแถว ๑๑ ห้องไว้กับโจทก์ ถึงกำหนดไม่ไถ่ และไม่ยอมมอบตึกแถวให้โจทก์ โจทก์ฟ้องขับไล่นางอ่าง ระหว่างพิจารณาโจทก์กับนางอ่างตกลงกันว่านางอ่างจะขออยู่ในตึกแถว ๒ ห้องที่โจทก์ฟ้องต่อไป ถ้านางอ่างแพ้คดีโจทก์ นางอ่างจะใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๒๐๐ บาท คดีอยู่ระหว่างชั้นศาลฎีกา นางอ่างถึงแก่กรรม นางแก้วจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นบุตรเป็นผู้รับมรดกความ เมื่อนางอ่างตายแล้ว บริวารของนางอ่างยังคงอยู่อาศัยในห้องนั้นต่อมา ในที่สุดศาลฎีกาได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีคือคดีแพ่งแดงที่ ๔๘/๒๔๙๓ นางแก้วจำเลยได้ทราบคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จำเลยทั้งสามเป็นผู้รับมรดกนางอ่าง จึงขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายที่นางอ่างจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้ในคดีแพ่งแดงที่ ๔๘/๒๔๙๓ เป็นเวลา ๕ ปี ๑๑ เดือน เป็นค่าเสียหาย ๑๔,๒๐๐ บาท
จำเลยที่ ๒- ๓ ให้การต่อสู้ว่า ฟ้องโจทก์เป็นโมฆะ ขัดต่อศีลธรรม ทั้งฟ้องซ้ำ ฟ้องเคลือบคลุม และขาดอายุความ นางอ่างไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์
จำเลยที่ ๑ ไม่มายื่นคำให้การ และไม่มาฟังการพิจารณา
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง ให้จำเลยเอามรดกนางอ่างใช้หนี้ให้โจทก์เป็นเงิน ๑๔,๒๐๐ บาท
คดีนี้จำเลยที่ ๒-๓ ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ๒ ข้อ คือ ๑. โจทก์ฟ้องซ้ำ ๒. ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม
ปัญหาข้อแรกที่จำเลยว่าโจทก์ฟ้องซ้ำศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มิได้ฟ้องซ้ำ เพราะคดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยรบกวนสิทธิ ละเมิดสิทธิ ขอให้ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเกี่ยวข้องหรือขัดขวางในการที่โจทก์จะครอบครองทรัพย์แต่คดีใหม่นี้โจทก์ฟ้องเรื่องผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายตามสัญญาที่ทำกันไว้ ไม่เกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้ในคดีก่อน จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๑๔๔
ส่วนปัญหาข้อ ๒ ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น จำเลยอ้างว่าเพราะโจทก์ไม่บรรยายในฟ้องว่า ในคดีก่อนนายสว่างเป็นทนายแก้ต่างนางอ่าง และได้ทำสัญญาแทนนางอ่าง แต่กลับกล่าวว่านางอ่างเป็นผู้ทำสัญญานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าปรากฎตามใบแต่งทนายที่นางอ่างได้แต่งให้นายสว่างเป็นทนายว่าความแทนในคดีแพ่งแดงที่ ๔๘/๒๔๙๓ ให้อำนาจแก่นายสว่างทนายที่ดำเนินกระบวนพิจารณาแทนในทาง จำหน่ายสิทธิได้ด้วย ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๖๒ เมื่อเช่นนี้นายสว่างจึงมีอำนาจทำความตกลงยอมใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์แทนนางอ่างได้เสมือนว่านางอ่างเป็นผู้ตกลงเอง จึงไม่จำเป็นไม่ควรที่จะต้องบรรยายความในฟ้องข้อนี้ให้ยืดยาว.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1812/2500
นางบัวแถว มาลัยกอง โจทก์
นางแก้ว แซ่ตัง หรือ ตังสกุลกับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางบัวแถว มาลัยกอง · จำเลย - นางแก้ว แซ่ตัง หรือ ตังสกุลกับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เลขวณิชธรรมวิทักษ์ · ทรงนิติกรณ์ · ชวน สิงหลกะ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - ศาลจังหวัดนครพนม - นายสำริด นิ · ศาลอุทธรณ์ - ศาลอุทธรณ์ - หลวงเจริญฤทธิศาสต |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา