⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 978/2502

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2502

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยและคดีถึงที่สุดไปแล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายอาญาใช้บังคับ หากคดีถึงที่สุดภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายอาญาใช้บังคับ จะไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 3 (1) ดังกล่าว

ย่อคำพิพากษา

ที่จำเลยจะร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย และคดีถึงที่สุดไปแล้วก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายอาญา คือวันที่ 1 ม.ค. 2500 ถ้าคดีของจำเลยมาถึงที่สุดลง เมื่อประมวลกฎหมายอาญาได้ออกใช้เสียแล้ว กรณีก็ไม่อยู่ในบังคับ มาตรา 3 (1) แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่ศาลจะแก้กำหนดโทษเสียใหม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยถึงความหนักเบาของโทษตามกฎหมายเก่าใหม่แต่อย่างใดด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

จำเลยทั้งสองถูกศาลพิพากษาให้จำคุกคนละ ๖ ปี ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๒๒๗ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ และมาตรา ๓๐๔ คดีถึงที่สุดภายหลังที่ประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษของจำเลยทั้งสองเสียใหม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ (๑) โดยอ้างว่า ความผิดของจำเลยต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ ประกอบด้วย มาตรา ๒๖๔ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือถ้าประกอบด้วย มาตรา ๒๖๕ ก็มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี เท่านั้น ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลทั้งสอง ให้ยกคำร้องของจำเลย ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกามีว่า ที่จำเลยทั้งสองร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ (๑) นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย และคดีถึงที่สุดไปแล้วก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายอาญา คือ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๐ แต่กรณีของจำเลยทั้งสองหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ กล่าวคือ คดีสำหรับจำเลยที่ ๑ ศาลฎีกาได้พิพากษาเมื่อได้ใช้ประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ส่วนจำเลยที่ ๒ ซึ่งคดียุติเพียงชั้นศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ได้อ่านให้จำเลยที่ ๒ ฟังเมื่อได้ใช้ประมวลกฎหมายอาญาแล้วเช่นกัน หากจำเลยที่ ๒ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์มิได้ใช้ประมวลกฎหมายอาญาลงโทษให้เป็นคุณแก่จำเลย จำเลยที่ ๒ ก็ชอบที่จะยื่นฎีกาคัดค้านเสียในชั้นนั้น แต่จำเลยที่ ๒ ก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่ เมื่อคดีของจำเลยทั้งสองมาถึงที่สุดลงเมื่อประมวลกฎหมายอาญาได้ออกใช้เสียแล้ว กรณีก็ไม่อยู่ในบังคับ มาตรา ๓ (๑) แห่งประมวลกฎหมาย อาญาที่ศาลจะแก้กำหนดโทษเสียใหม่ได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยถึงความหนักเบาของโทษของจำเลยตามกฎหมายเก่าใหม่แต่อย่างใด ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2502 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายประโยชน์ วรสิงห์ ที่ 1 นายสุนันท์ เปลี่ยนศรี ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · 1 - นายประโยชน์ วรสิงห์ ที่ · จำเลย - นายสุนันท์ เปลี่ยนศรี ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทธิมนต์นฤนาท · มนูภันย์วิมลสาร · อนุสสรนิติสาร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายปาลพันธ์ ปาณิกบุตร (คำสั่ง) · ศาลอุทธรณ์ - นายเชื้อ คงคากุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2246/2520ฎีกา 4942/2554ฎีกา 7217/2544ฎีกา 2064/2520ฎีกา 5414/2536ฎีกา 675/2551ฎีกา 2176/2543ฎีกา 9323/2554ฎีกา 1826/2547ฎีกา 3948/2566ฎีกา 721/2520ฎีกา 7664/2543ฎีกา 171/2547ฎีกา 3992/2539ฎีกา 7014/2553ฎีกา 1069/2547ฎีกา 1502/2518ฎีกา 3860/2540ฎีกา 668/2502ฎีกา 2079/2554ฎีกา 1524/2500ฎีกา 51/2502ฎีกา 5355/2548ฎีกา 11/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา