⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1321/2503

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1321/2503

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกักกันตามคำพิพากษาศาลเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย แม้จะมิใช่โทษ แต่หากศาลได้ปล่อยตัวจำเลยไปโดยถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาให้กักกันแล้ว จะไม่สามารถนำการกักกันนั้นกลับมารวมพิจารณาเพื่อกำหนดโทษกักกันในการกระทำผิดครั้งหลังได้อีก

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายอาญามีผลเพียงให้โทษกักกันที่จำเลยได้รับอยู่เดิมเปลี่ยนลักษณะมาเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยเท่านั้นแม้ตามประมวลกฎหมายอาญาจะมิได้ถือว่าการที่จำเลยถูกกักกันต่อมานั้นเป็นโทษก็ตาม ก็ยังเรียกไม่ได้ว่าจำเลยได้พ้นโทษกักกันนั้นไปแล้ว เพราะยังต้องถูกกักกันอยู่โดยผลแห่งคำพิพากษาของศาล แต่เมื่อปรากฏว่า ศาลได้ปล่อยจำเลยไปโดยถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาให้กักกันศาลก็จะรื้อฟื้นขึ้นมาว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาให้กักกัน (เพื่อจะนำมาพิจารณารวมกับการกระทำผิดครั้งหลังให้กักกันตามมาตรา 41 แห่งประมวลกฎหมายอาญา)หาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายอาญา ม.41

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและจำเลยรับสารภาพได้ความว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2501 เวลากลางคืน จำเลยได้เข้าไปลักเอาวิทยุฟิลลิบราคา 12,000 บาท ในเรือบรรทุกข้าวสารของนายเบ้ง แซ่ตุน จำเลยเคยถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษกักกันมีกำหนด 5 ปี จำเลยกลับมากระทำผิดในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ภายในเวลา 10 ปี และจำจำเลยมีอายุเกินกว่า 17 ปีแล้ว ศาลชั้นต้นลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 41, 335 ให้จำคุก 2 ปี ปรานีลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงเหลือ 1 ปีพ้นโทษแล้วให้ส่งไปกักกันตามมาตรา 41 มีกำหนด 5 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวน ปรากฏตามสำนวนคดีอาญาแดงที่ 130/2496 ของศาลอาญาซึ่งจำเลยต้องโทษในคดีนั้นว่า ศาลได้พิพากษาจำคุกจำเลยฐานพยายามลักทรัพย์มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2495 และเมื่อครบกำหนดแล้วให้ส่งตัวไปกักกันตามพระราชบัญญัติกักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้ายอีก 5 ปี แต่ในระหว่างที่จำเลยต้องโทษกักกันอยู่ ศาลอาญาได้มีคำสั่งให้ปล่อยตัวจำเลยไปเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2500 โดยเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรค 2 และมาตรา 41ศาลจะพิพากษาให้กักกันจำเลยไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ถ้าความผิดของจำเลยที่ต้องคำพิพากษามาแล้วนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41 ก็เข้าเกณฑ์ที่ศาลอาจพิพากษาให้กักกันได้ แล้วโดยผลแห่งประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้บังคับในภายหลังจึงมีผลเพียงให้โทษกักกันที่จำเลยรับอยู่เดิมเปลี่ยนลักษณะมาเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย ตามมาตรา 15 วรรคแรก เท่านั้นและแม้ตามประมวลกฎหมายอาญาจะมิได้ถือว่าการที่จำเลยถูกกักกันต่อมานั้นเป็นโทนโดยเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยที่จำเลยยังต้องรับต่อไปเท่านั้นก็ตาม ก็ยังเรียนไม่ได้ว่าจำเลยได้พ้นโทษกักกันนั้นไปแล้ว เพราะยังต้องถูกกักกันอยู่โดยผลแห่งคำพิพากษาของศาล แต่ปรากฏว่า ศาลอาญาได้มีคำสั่งให้ปล่อยตัวจำเลยไป โดยถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาให้กักกันในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 130/2496 ฉะนั้น จะรื้อฟื้นขึ้นมาว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาให้กักกันหาได้ไม่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาต้องกันให้กักกันจำเลยตามมาตรา 41 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษาแก้ว่า เมื่อพ้นโทษจำคุกแล้วให้ปล่อยตัวจำเลยไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1321/2503 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายพะเยาว์ ผดุงเฌอ หรือผดุงเชย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · จำเลย - นายพะเยาว์ ผดุงเฌอ หรือผดุงเชย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนิท สุมาวงศ์ · ประมูล สุวรรณศร · บริรักษ์จรรยาวัตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3699-3739/2541ฎีกา 1143/2565ฎีกา 594/2532ฎีกา 3948/2566ฎีกา 7664/2543ฎีกา 1835/2545ฎีกา 776/2565ฎีกา 3/2542ฎีกา 664/2520ฎีกา 668/2502ฎีกา 38/2510ฎีกา 2079/2554ฎีกา 1797/2522ฎีกา 77/2471ฎีกา 1521/2503ฎีกา 320/2515ฎีกา 8335/2547ฎีกา 2947/2529ฎีกา 12000/2554ฎีกา 545/2566ฎีกา 1023/2516ฎีกา 161/2487ฎีกา 2910/2553ฎีกา 624/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา