⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 766/2505

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 766/2505

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจหน้าที่พิจารณาว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดจะใช้บังคับแก่คดีได้หรือไม่เพียงใด เว้นแต่จะมีบทกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสถาบันอื่นโดยเฉพาะ การวินิจฉัยว่าบทกฎหมายใดมีผลบังคับใช้ได้หรือไม่ ให้พิจารณาขณะที่บทกฎหมายนั้นประกาศใช้บังคับ.

ย่อคำพิพากษา

โดยปกติศาลเป็นผู้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาใช้บังคับแก่คดีจึงมีอำนาจหน้าที่พิจารณาว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดจะใช้บังคับแก่คดีได้หรือไม่เพียงใด เว้นแต่จะมีบทกฎหมายใดบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสถาบันอื่นโดยเฉพาะ ฉะนั้นเมื่อมีประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 3 ยกเลิกรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดบทกฎหมายใดว่าจะแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เสียแล้ว อำนาจหน้าที่ชี้ขาดนี้จึงตกอยู่ที่ศาลยุติธรรมดังเดิม ในการพิจารณาว่าบทกฎหมายใดมีผลบังคับใช้ได้หรือไม่เพียงใดนั้น เป้นการพิจารณาถึงบทกฎหมายนั้นเมื่อขณะประกาศออกใช้บังคับ หาใช่เฉพาะแต่เวลาที่ยกขึ้นใช้บังคับ หาใช่เฉพาะแต่เวลาที่จะยกขึ้นใช้บังคับแก่คดีหนึ่งคดีใดไม่ เพราะถ้าบทกฎหมายใดใช้บังคับมีได้แล้ว ก็ย่อมจะใช้บังคับมิได้มาแต่เริ่มแรก หาใช่เพิ่งจะมาใช้บังคับมีได้เอาเมื่อจะยกขึ้นบังคับแก่คดีใดโดยเฉพาะไม ่ ฉะนั้นการที่ศาลวินิจฉัยว่า มาตรา 5 แห่งราชบัญญัติเวนคืน ฯ พ.ศ. 2495 ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 29 ไม่มีผลบังคับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 113 จึงกระทำได้โดยชอบหาใช่เป็นการที่ศาลเองจะมากำหนดให้รัฐธรรมนูญมาตรา 29 ใช้บังคับได้อยู่ อันเป็นการขัดแย้งกับประกาศคณะปฏิวัติไม่. ข้อกฎหมายเกี่ยวกับบทกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่มีความสำคัญมากยิ่งนัก และเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนโดยตรง แม้คู่ความจะมิได้ยดขึ้นกล่าวอ้าง ก็สมควรที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคีณอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ม.5 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ม.5 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495 ม.29 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495 ม.113 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495 ม.114

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ตำบลคลองตัน พ.ศ. ๒๔๙๖ เวนคืนที่ดินของโจทก์โฉนดที่ ๕๙๗๔ ไปส่วนหนึ่ง เนื้อที่ ๔ ไร่ ๑ งาน ๖ ตารางวาให้แก่จำเลยที่ ๑ , จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนเสนอให้ราคาที่ดินแก่โจทก์ตารางวาละ ๒๐ บาท ตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติเวนคืน ฯ ส่วนโจทก์เรียกร้องตารางวาละ ๔๕๐ บาท จึงไม่อาจตกลงกันได้ทั้งสองฝ่ายตกลงตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นชี้ขาดเงินค่าทดแทนตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติเวนคืน ฯ อนุญาโตตุลาการฝ่ายจำเลยกำหนดให้ตารางวาละ ๒๐ บาท ฝ่ายโจทก์ให้ ๓๙๐ บาท ไม่อาจปรองดองกันได้ จึงตั้งประธานอนุญาโตตุลาการขึ้นชี้ขาดอีก ประธานอนุญาโตตุลาการชี้ขาดกำหนดค่าทดแทนในตารางวาละ ๓๙๐ บาท โจทก์จำเลยทราบคำชี้ขาดแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม จึงขอให้ศาลพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาตโตตุลาการ ลงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๐๓ ให้จำเลยทั้งสองใช้เงินค่าทดแทนและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามพระราชบัญญัติเวนคืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓๐ ด้วย จำเลยให้การว่า คำชี้ขาดของประธานอนุญาโตตุลาการขึดต่อกฎหมายพระราชบัญญัติเวนคืนฉบับนี้ มาตรา ๕ กำหนดค่าทำขวัญ คือ ค่าทดแทนไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะแล้ว การที่จำเลยเสนอราคาให้ตารางวาลั ๒๐ บาท จึงเป็นธรรมตามกฏหมายแล้ว จำเลยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เพราะกรณีไม่เข้าลักษณะความในมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติเวนคืน ศาลชั้นต้นสอบโจทก์จำเลยแล้ว เห็นว่าคดีไม่จำต้องสืบพยาน ให้งดเสียแล้วพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ เพราะเป้นผู้แทนของจำเลยที่ ๑ หาจำต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใดไม่ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดใช้เงินทดแทนแก่โจทก์ตารางวาละ ๓๙๐ บาท ตามคำชี้ขาดของประธานอนุญาตโตตุลาการกับให้จำเลยที่ ๑ เสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วย จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาปรึกษาคดีนี้ในที่ประชุมใหญ่แล้ว เห็นว่า โดยหลักกฎหมายทั่วไปและหนักการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลเป็นผู้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาใช้บังคับแก่คดีศาลจึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายฉบับหนึ่งฉบับใดหรือบทหนึ่งบทใดจะใช้บังคับแก่คดีได้หรือไม่เพียงใด เว้นแต่จะมีบทกฎหมายใดโดยเฉพาะบัญญัติให้อำนาจหน้าที่นี้ตกอยู่แก่สถาบันอื่นในเรื่องหนึ่งเรื่องใดโดยเฉพาะ ในระหว่างการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๙๕ มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ ให้ศาลส่งความเห็นของศาลที่เห็นว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายมีข้อความแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญไปให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยต่อมาก่อนที่ศาลจะได้พิพากษาคดีนี้ ได้มีประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓ ยกเลิกรัฐธรรมนูญดังกล่าว ฉะนั้น ในขณะที่ศาลจะพิพากษาคดีนี้ จึงไม่มีบทบัญญัติของบทกฎหมายใดที่ให้อำนาจหน้าที่ตกอยู่ที่ศาลยุติธรรมดังเดิมเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าในขณะนี้ ศาลยุติธรรมมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าบาทกฎหมายใดมีข้อความแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และใช้บังคับได้หรือไม่เพียงใด ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ (รัฐย่อมเคารพต่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเอกชนฯ) ก็ได้ถูกยกเลิกไปพร้อมกับมาตรา ๑๑๔ จึงต้องสิ้นผลบังคับไปดุจกันนั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าบทกฎหมายใดมีผลบังคับใช้ได้หรือไม่เพียงใดนั้น เป็นการพิจารณาถึงบทกฏหมายนั้นเมื่อขณะประกาศออกใช้บังคับ หาใช่เฉพาะแต่เวลาที่จะยกขึ้นใช้บังคับแก่คดีหนึ่งคดีใดไม่ เพราะถ้าบทกฎหมายใดใช้บังคับมิไดด้แล้วก็ย่อมจะใช้บังคับมิได้มาแต่เริ่มแรก หาใช่เพิ่งจะมาใช้บังคับมิได้เอาเมื่อจะยกขึ้นบังคับแก่คดีใดโดยเฉพาะไม่ คดีนี้ พระราชบัญญัติเวนคืน ฯ พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕ บัญญัติให้ค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ ๒๐ บาทนั้น ได้ประกาศใช้บังคับในขณะที่มาตรา ๒๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๙๕ มีมีผลใช้บังคับอยู่ และในขณะเดียวกันนี้ มาตรา ๑๑๓ แห่งรัฐธรรมนูญซึ่งบัญญัติว่า "บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีข้อความแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ " ก็มีผลใช้บังคับอยู่ ฉะนั้น การที่ศาลวินิจฉัยว่ามาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติเวนคืน ฯ พ.ศ. ๒๔๙๖ ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ ไม่มีผลบังคับตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา ๑๑๓ จึงกระทำได้โดยชอบและหาใช่เป็นการที่ศาลเองจะมากำหนดให้รัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา ๒๙ ใช้บังคับได้อยู่ อันเป็นการขัดแย้งกับประกาศคณะปฏิวัติดังจำเลยฎีกาไม่ อนึ่ง การที่ศาลวินิจฉัยเช่นี้ ก็หาใช่เป็นการที่ศาลไปยกเอากฏหมายที่ยกเลิกไปแล้วมาเป็นหลักในการพิจารณาพิพากษาคดีดังจำเลยฎีกาไม่ หากแต่ศาลวินิจฉัยว่า บทกฎหมายที่จำเลยขอให้ยกขึ้นปรับแก่คดีในเวลานี้นั้น เป็นบทกฎหมายที่ไม่มีผลบังคับมาตั้งแต่เริ่มประกาศใช้แล้ว จึงยกขั้นปรับแก่คดีนี้มิได้ เท่านั้น สำหรับข้อที่ว่า ศาลมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นนี้หรือไม่ เพราะคู่ความมิได้ยกขึ้นแล่าวอ้างหรือโต้เถียงขึ้นมานั้นศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกฎหมายนี้มีความสำคัญมาก และเกี่ยวกับความสงบเรียบรอ้ยของประชาชนโดยตรง แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้าง ก็สมควรแล้วที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัย ฯลฯ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 766/2505 หม่อมราชวงศ์พันธพิทย์ บริพัตร โจทก์ การท่าเรือแห่งประเทศไทย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - หม่อมราชวงศ์พันธพิทย์ บริพัตร · จำเลย - การท่าเรือแห่งประเทศไทย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สัญญา ธรรมศักดิ์ · โพยม เลขยานนท์ · สำราญ ศิริพันธ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายประกอบ หุตะสิงห์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสอาก นาวีเจริญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4884/2543ฎีกา 5732/2552ฎีกา 609/2526ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 5801/2538ฎีกา 2834/2527ฎีกา 4637/2567ฎีกา 3099/2524ฎีกา 10755/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 6366/2538ฎีกา 8366/2557ฎีกา 8884/2543ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6039/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3886/2566ฎีกา 4269/2528ฎีกา 2520/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา