คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1330/2506
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การระบุวันเวลาที่จำเลยกระทำการยักยอกทรัพย์สินนั้น ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญที่ต้องระบุไว้ในฟ้องให้ชัดแจ้ง หากโจทก์ได้ระบุวันเวลาที่มอบทรัพย์สินให้แก่จำเลย และวันเวลาที่ได้รู้ว่าทรัพย์สินนั้นถูกยักยอกไป ก็ถือว่าฟ้องสมบูรณ์แล้ว
ย่อคำพิพากษา
ฟ้องคดีอาญาหาว่าจำเลยยักยอกเงิน โจทก์ได้ระบุวันเวลาที่มอบเงินกับวันที่ตรวจสอบบัญชีพบรู้ว่าจำเลยยักยอก แม้จะไม่ได้ระบุวันเวลาที่จำเลยยักยอก ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้เป็นปัญหาสู่ศาลฎีกาว่าฟ้องคดีส่วนอาญาของโจทก์สมบูรณ์หรือไม่ โดยโจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลได้จ้างจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดการร้านรับค่าจ้างเป็นรายเดือน จำเลยจึงทำให้ฐานะผู้มีอาชีพหรือธุระกิจส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นภริยาจำเลยที่ ๑ และเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ โดยการแสดงออกชัดแจ้งและปริยาน นายอดุลย์นายโจทก์ได้รับเงินในฐานะทนายความตัวแทนของโจทก์เป็นจำนวน ๘,๓๖๗.๑๒ บาท นายอดุลย์ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมอบให้แก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๐๒ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันรับเงินดังกล่าวนี้ไว้โดยเจตนาทุจริต ด้วยการปกปิดความจริงและยังอาจร่วมกระทำความผิดยักยอกเอาเงิน ๘,๓๖๗.๑๒ บาท ของโจทก์ไว้เป็นของตนเสียโดยทุจริต ไม่ได้นำส่งต่อโจทก์ตามหน้าที่ของจำเลย ซึ่งเป็นผู้มีอาชีดเป็นการเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ได้จัดการให้ตรวจสอบบัญชีเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๔ จึงทราบว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำการทุจริตดังกล่าว เหตุเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒,๓๕๓,๓๕๔,๘๖
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยต้องกันว่า ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗/๒๔๙๒
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ โจทก์ได้ระบุวันเวลาที่มอบเงินกับวันที่ตรวจสอบบัญชีพบรู้ว่าจำเลยยักยอก ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความตามฟ้องนั้นแสดงให้เห็นได้แล้วว่า โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับเงินไว้นั่นเอง หรือมิฉะนั้นก็ระหว่างวันมอบเงินจนถึงวันตรวจบัญชีพบ และโจทก์เพิ่งรู้ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตยักยอกในวันเวลาใดนั้น เป็นการเหลือวิสัยที่โจทก์จะล่วงรู้ โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องระบุวันเวลาส่งมอบกับวันที่ตรวจพบรู้ว่าจำเลยยักยอก พอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว คดีนี้ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าไม่เข้าใจคำฟ้องหรือผิดหลงต่อสู้ประการใด เห็นได้ว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕๘(๕) แล้ว ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์เทียบตามนัยฎีกาที่ ๔๓๐/๖๔๘๖ และฎีกาที่ ๑๒๙๓/๐๒ ส่วนฎีกาที่ศาลอุทธรณ์อ้างมานั้น ฟ้องของโจทก์ระบุแต่วันรับมอบ แม้แต่วันที่รู้ว่าจำเลยยักยอกก็ไม่ปรากฎในฟ้อง ฟ้องของโจทก์ในคดีนั้นจึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งไม่เหมือนกับคดีนี้
คดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีอาญาว่าฟ้องไม่สมบูรณ์ และคดีขาดอายุความแต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่าฟ้องไม่สมบูรณ์ มิได้วินิจฉัยว่าขาดอายุความ เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ก็จำต้องดำเนินกระบวนพิจารณาทางอาญาต่อไป ส่วนการวินิจฉัยคดีแพ่งนั้น ศาลอุทธรณ์ก็ต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคดีอาญาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา๔๖
พิพากษาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปความ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1330/2506
ร้านสหกรณ์ร้อยเอ็ด จำกัด สินใช้ โดยนายสมพร จุรีมาศ รองประธานกรรมการ
นายทอง วิเศษปัดสา เหรัญญิก โจทก์
นายเสรี ลิทธสมบัติ ที่ 1 นางเจียมใจ อิทธสมบัติ ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | รองประธานกรรมการ - ร้านสหกรณ์ร้อยเอ็ด จำกัด สินใช้ โดยนายสมพร จุรีมาศ · โจทก์ - นายทอง วิเศษปัดสา เหรัญญิก · จำเลย - นายเสรี ลิทธสมบัติ ที่ 1 นางเจียมใจ อิทธสมบัติ ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | คร้าม สิวายะวิโรจน์ · ชวน สิงหลกะ · สำราญ ศิริพันธ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายเรืองสวัสดิ์ พรหมสาขา ณ สก · ศาลอุทธรณ์ - นายบรรจบ เสาวรรณ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา