⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1584/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1584/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่อ้างสิทธิในที่ดินตามกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จบทที่ 42 ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าที่ดินนั้นเป็นที่บ้านที่สวนตามความหมายของกฎหมายดังกล่าว หากพิสูจน์ไม่ได้ ต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยที่ดินมือเปล่า การร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิจารณากรณีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินว่ามีการบุกรุกแย่งการครอบครองที่ดินมือเปล่า ไม่ทำให้การครอบครองของโจทก์สะดุดหยุดลง หากจำเลยมิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี จะหมดสิทธิเรียกร้องคืน

ย่อคำพิพากษา

ผู้ที่อ้างสิทธิตามกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จบทที่ 42 จำต้องแสดงให้เห็นว่าที่ดินนั้นเป็นที่บ้านที่สวนตามความหมายในกฎหมายบทนั้น ถ้าไม่มีข้อเท็จจริงให้เห็นได้ว่าเป็นที่บ้านที่สวนมาก่อน ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ก็จำต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันว่าด้วยที่ดินมือเปล่า การที่จำเลยร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิจารณากรณีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินว่าโจทก์บุกรุกแย่งการครอบครองที่ดินมือเปล่านั้น ไม่ทำให้การครอบครองของโจทก์สะดุดหยุดลง ฉะนั้น หากจำเลยมิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเสียภายใน 1 ปี จำเลยก็ย่อมหมดสิทธิเรียกร้องคืนแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ โจทก์กับนายจำเนียรจับจองโก่นสร้างที่ดินรกร้างว่างเปล่าหนึ่งแปลง เนื้อที่ ๔๗ ไร่ ปลูกต้นผลไม้และบ้านพัก นายจำเนียรตาย โจทก์ครอบครองที่ดินติดต่อมา ๑๐ ปีเศษ แล้ว จึงได้สิทธิครอบครองเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๒ จำเลยซึ่งไม่เคยครอบครองที่พิพาทได้ยื่นเรื่องราวต่อเจ้าพนักงานที่ดินขอออกโฉนด โจทก์คัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินสั่งให้โจทก์นำคดีมาฟ้อง จึงขอศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลยและสามีตั้งแต่ก่อน พ.ศ.๒๔๖๓ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๕-๒๔๙๖ นายจำเนียรบุกรุกทำลายต้นไม้ที่จำเลยปลูก และสร้างโรงเรือนขึ้น จำเลยห้ามปราม และร้องเรียนต่อคณะกรรมการสำรวจออกโฉนดที่ดิน เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ ในที่สุดทางราชการสั่งไล่เจ้าพนักงานทุจริตออกจากราชการและสลักหลังใบเหยียบย่ำที่สอดให้นายจำเนียรว่าเป็นใบเหยียบย่ำที่ไม่ชอบจำเลยไม่เคยละทิ้งการครอบครอง โจทก์หรือนายจำเนียรเข้าครอบครองมายังไม่ถึง ๑๐ ปี ขอให้ยกฟ้อง คู่ความรับกันว่าที่พิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า ไม่มีโฉนดหนังสือสำคัญสำหรับที่ ศาลจังหวัดตาก เห็นว่า จำเลยมีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าโจทก์ แม้นายจำเนียรและพวกจะบุกรุกที่พิพาท แต่จำเลยกลัวอิทธิพลนายจำเนียรไม่กล้าเข้าทำประโยชน์ ทั้งระหว่างนั้น จำเลยกำลังรอฟังผลของคณะกรรมการอยู่ ถือเป็นเหตุชั่วคราวมาขัดขวางมิให้จำเลยยึดถือทรัพย์พิพาท การครอบครองของจำเลยหาสิ้นสุดไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๗ พิพากษาว่า จำเลยเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่พิพาท ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยถูกฝ่ายโจทก์แย่งการครอบครองเกิน ๑ ปี ย่อมหมดสิทธิที่จะฟ้องเรียกคืนการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ โจทก์มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลย พิพากษากลับ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องที่พิพาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่าที่พิพาทเป็นที่บ้าน ที่สวน ตามกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จบทที่ ๔๒ ต้องครอบครองปรปักษ์ ๙-๑๐ ปี จึงจะได้กรรมสิทธิ์นั้น เห็นว่า ที่ดินดังกล่าวจะต้องมีสภาพเป็นที่บ้านที่สวนมาก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่ง และ พาณิชย์ แต่คดีนี้ไม่มีประเด็นกล่าวถึงเลยว่า ที่พิพาทมีสภาพเป็นที่บ้านที่สวนมาแต่เมื่อใด คำให้การของจำเลยก็มิได้กล่าวยืนยันว่าที่พิพาทมีสภาพเป็นที่บ้านที่สวนมาตั้งแต่เมื่อใด คงได้ความเพียงว่าที่พิพาทตกเป็นของจำเลยมาก่อน พ.ศ.๒๘๖๓ ได้ครอบครองตลอดมาจน พ.ศ.๒๔๘๕ พยานหลักฐานในสำนวนก็ได้ความว่า พ.ศ.๒๔๙๓ ที่พิพาทมีสภาพเป็นป่าไม้เบญจพรรณ มีฎีกาที่ ๘๘+/๒๔๙๔ และ ๕/๒๔๙๕ วินิจฉัยทำนองเดียวกันว่า บุคคลจะอ้างสิทธิตามกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จบทที่ ๔๒ จำต้องแสดงให้เห็นว่าที่ดินนั้นเป็นที่บ้านที่สวน ตามความหมายในกฎหมายบทนั้น ถ้าไม่มีข้อเท็จจริงให้เห็นได้ว่าเป็นที่บ้านที่สวนมาก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ศาลก็จำต้องบังคับไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันว่าด้วยที่ดินมือเปล่าเมื่อที่พิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าและจำเลยถูกแบ่งการครอบครองมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๕ แต่จำเลยมิได้ฟ้องเพื่อเอาคืน ซึ่งการครอบครองภายใน ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ จำเลยก็ย่อมหมดสิทธิเรียกร้องคืนแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิจารณากรณีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินและรอฟังผลอยู่ แสดงว่าจำเลยไม่ได้สละเจตนาครอบครอง ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นนี้มิได้อยู่ที่ว่าจำเลยสละการครอบครองหรือไม่ มีประเด็นเพียงว่า จำเลยได้ถูกแย่งการครอบครองก็ ไม่ถือว่าเป็นการแย่งการครอบครอง เพราะเมื่อทรัพย์ถูกสละละทิ้งก็ไม่มีเจ้าของ ไม่ต้องแย่งจากใคร ส่วนการแย่งนั้นหมายถึงว่าแย่งจากเจ้าของ แม้เจ้าของจะยังหวงแหนอยู่ ยังไม่สละ แต่เมื่อปล่อยให้เขาแย่งการครอบครอง จะเรียกเอาคืนก็ต้องฟ้องเรียกคืนภายใน ๑ ปี ตามกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๗๕ มิฉะนั้น หมดสิทธิเรียกร้อง การที่จำเลยไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิจารณากรณีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้น ไม่ทำให้การครอบครองของโจทก์สะดุดลง เพราะจำเลยมิได้ฟ้องต่อศาลภายใน ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๒/๒๔๙๐ ฯลฯ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1584/2506 นางคำแปง ไกรอรพงษ์ โจทก์ นางบุญมา เมนะชัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางคำแปง ไกรอรพงษ์ · จำเลย - นางบุญมา เมนะชัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)คร้าม สิวายะวิโรจน์ · ชวน สิงหลกะ · สำราญ ศิริพันธ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดตาก - นายสุธีร์ จันทร์เจริญสุข · ศาลอุทธรณ์ - นายอรุณ ตินทุกะสิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3089/2537ฎีกา 3421/2538ฎีกา 1153/2501ฎีกา 6405/2550ฎีกา 7619/2543ฎีกา 2113-2114/2530ฎีกา 1686/2520ฎีกา 7706/2548ฎีกา 2938/2519ฎีกา 5393/2540ฎีกา 5051/2541ฎีกา 1131/2502ฎีกา 7214/2538ฎีกา 1575/2531ฎีกา 2923/2535ฎีกา 7546/2542ฎีกา 178/2485ฎีกา 1093/2500ฎีกา 5007/2540ฎีกา 1348/2508ฎีกา 4303/2530ฎีกา 2792/2535ฎีกา 459/2546ฎีกา 344/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา