คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 174/2506
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นเรื่องความสุจริตของจำเลยในคดีก่อนแล้ว ถือว่าประเด็นดังกล่าวเป็นที่สุดแล้ว โจทก์จะนำข้อเท็จจริงหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยในคดีก่อนมาฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ได้อีก
ย่อคำพิพากษา
คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาท อ้างว่าภริยาโจทก์โอนขายให้จำเลยไปโดยไม่ได้รับความยินยอม คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยในประเด็นว่า จำเลยซื้อที่พิพาทโดยไม่สุจริต พิพากษาว่าสัญญาซื้อขายที่ดินรายพิพาทระหว่างภริยาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนเสีย ดังนี้ ถ้าโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยอีกว่านับตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับโอนที่ดินรายพิพาทและห้องแถวไปจากภริยาโจทก์ จำเลยได้เก็บค่าเช่าที่ดินและห้องแถวไปจำนวนหนึ่ง ขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระเงินจำนวนนั้นแก่โจทก์ ย่อมเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินที่พิพาทอ้างว่า นางผ่องเพ็ญภริยาโจทก์โอนขายให้จำเลยไปโดยไม่ได้รับความยินยอม จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์กับนางผ่องเพ็ญได้หย่าขาดกันแล้วจนนางผ่อนเพ็ญได้สามีใหม่จดทะเบียนสมรสกันชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงโอนขายที่พิพาทให้แก่จำเลย ๆ ได้ซื้อไว้โดยสุจริต ในระหว่างพิจารณาได้มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างนางผ่อนเพ็ญกับนายบุญเลิศ ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยคดีของโจทก์ว่า คดีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๕ ว่าจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ซื้อที่ดินรายนี้จากนางผ่อนเพ็ญโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งในที่สุดศาลฎีกาฟังว่า จำเลยมิได้ซื้อโดยสุจริต จึงพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายที่ดินรายนี้ระหว่างนางผ่องเพ็ญกับจำเลยเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนเสีย
โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้องใหม่ อ้างว่านับตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับโอนที่ดินพิพาทและห้องแถวไปจากนางผ่องเพ็ญ จำเลยได้เก็บค่าเช่าที่ดินและห้องแถวไปเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๒๘,๒๖๕ บาท ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิจะรับไว้ จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินจำนวนนี้ให้แก่โจทก์ ๆ ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระ จึงขอให้ศาลบังคับ
จำเลยให้การตัดฟ้องว่า เป็นฟ้องซ้ำ
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ พิพากษาให้ยกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าไม่เป็นฟ้องซ้ำ
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นได้ว่าถ้าจำเลยได้ซื้อที่ดินรายนี้จากนางผ่องเพ็ญโดยสุจริต นอกจากจะไม่ต้องตกเป็นโมฆะกรรมแล้ว เงินผลประดยชน์จากที่ดินที่จำเลยเก็บในระหว่างนั้นย่อมได้แก่จำเลยด้วย โดยโจทก์ไม่มีทางจะเรียกร้องเอาได้เลย โจทก์ฟ้องเรียกเงินผลประโยชน์จากที่ดินที่จำเลยเก็บได้ขึ้นมาในคดีนี้ ก็โดยอาศัยเหตุที่จำเลยได้ซื้อที่ดินจากนางผ่องเพ็ญโดยไม่สุจริต ประเด็นคดีนี้กับคดีก่อนจึงอาศัยเหตุการณ์วินิจฉัยอย่างเดียวกัน คือ ข้อที่จำเลยได้ซื้อที่ดินรายนี้โดยสุจริตหรือไม่ ฉะนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยได้ซื้อที่ดินรายนี้โดยไม่สุจริต และติดใจจะเรียกเอาคืนซึ่งที่ดินและผลประโยชน์จากที่ดินด้วย โจกท์ก็ชอบที่จะฟ้องเรียเสียพร้อมกันได้ในคดีก่อนโดยหามีอะไรขัดข้องที่จะกระทำเช่นนั้นไม่ แต่โจทก็กลับแยกฟ้องเป็นคดีคนละคราวเช่นนี้ จึงต้องถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ กล่าวคือ นำคดีที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้วมาฟ้องอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ต้องห้ามตามมาตรา ๑๔๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฯลฯ" พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 174/2506
นายเนื่อง ศตะรัตน์ โจทก์
นายคล้าย ละอองมณี ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเนื่อง ศตะรัตน์ · ล. - นายคล้าย ละอองมณี |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | การุณย์นราทร · คร้าม สิวายะวิโรจน์ · พิสัยสารคุณ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสงขลา - นายจำรูญ โชติรัต · ศาลอุทธรณ์ - นายธงสิทธิ์ พวงกนก |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา