⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 778/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 778/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การบรรยายฟ้องคดีอาญาที่ระบุเจตนาทุจริตและรายการกระทำผิดพอเข้าใจได้ว่าจำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบและกระทำผิดนั้น ไม่ถือเป็นฟ้องเคลือบคลุม แม้ไม่ระบุรายละเอียดทั้งหมด * ในคดีอาญาแผ่นดิน โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่ารู้การกระทำผิดของจำเลยเมื่อใด * การมีผู้บังคับบัญชาคอยสอดส่องควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ไม่ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นพ้นจากหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมาย * เอกสารราชการที่มีการลงชื่อผู้รับเงินและรับเงินไปแล้ว ถือเป็นเอกสารสิทธิที่แสดงการระงับสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย * การลงชื่อในเอกสารราชการแทนผู้มีสิทธิโดยไม่มีสิทธิ ถือเป็นการปลอมเอกสารที่เป็นข้อสาระสำคัญแห่งคดี

ย่อคำพิพากษา

(1) เมื่อโจทก์บรรยายว่า จำเลยเป็นเสมียนตรามีหน้าที่จัดทำ รักษา และรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการเบิกจ่ายเงิน และมีเจตนาทุจริตเบียดบังยักยอกเอาเงินไป มีรายการต่าง ๆ ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าเงินนั้นอยู่ในความรับผิดของจำเลย ทั้งระบุวันเวลาทำผิดแต่ละรายการไว้ด้วย นั้น ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ส่วนที่ว่าจำเลยรับมาจากใคร ที่ไหน เมื่อใด เป็นรายละเอียดไม่ต้องกล่าวไว้ (2) เมื่อเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องบรรยายว่ารู้การกระทำของจำเลยเมื่อใด (3) เมื่อพยานโจทก์และจำเลยเบิกความตรงกันว่า เสมียนตรามีหน้าที่ทำบัญชีเงิน รับเงินและจ่ายเงินของแผนกมหาดไทย แม้นายอำเภอจะสั่งให้คนอื่นเป็นหัวหน้าแต่ก็เพื่อช่วยคอยสอดส่องควบคุมอีกชั้นหนึ่งโดยมิได้ให้จำเลยพ้นจากหน้าที่เสมียนตราไป เช่นนี้ จำเลยก็ต้องเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ฯลฯ ที่แก้ไขแล้ว (4) บัญชีเงินต่าง ๆ ของทรงราชการกระทรวงมหาดไทย เช่น แบบ 2 บัญชีรายรับจ่ายเงินเบ็ดเตล็ด และแบบ 7 บัญชีเงินการจร มีช่องที่ผู้รับเงินจะต้องลงชื่อ เมื่อลงแล้วและรับเงินไปแล้ว ย่อมเป็นหลักฐานแห่งการระงับไปซึ่งสิทธิ ทำให้ผู้นั้นหมดสิทธิเรียกร้องเอาเงินจากทางราชการอีก ซึ่งตรงตามความหมายในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1(9) จึงเป็นเอกสารสิทธิทางราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (5) ผู้ไม่มีสิทธิ แต่ได้ลงชื่อของผู้มีสิทธิในช่องบัญชีของผู้มีสิทธิรับเงินตามแบบ 2,แบบ 7 ย่อมเป็นการปลอมหนังสือ และเป็นข้อสาระสำคัญแห่งคดี.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.1 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.147 ประมวลกฎหมายอาญา ม.151 ประมวลกฎหมายอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.161 ประมวลกฎหมายอาญา ม.262 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.266 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2502 ม.3 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2502 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเสมียนตราอำเภอทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกเงินของทางราชการแผนกมหาดไทย อำเภอสุวรรณภูมิ ไป ๒๒ รายการ เป็นเงิน ๑๓๖,๗๒๘ บาท ๕๐ สตางค์ และได้ปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารทางราชการ โดยลงลายมือชื่อปลอมและลงลายพิมพ์นิ้วมือบุคคลต่าง ๆ ว่าเป็นผู้รับเงินปลอมลงในเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารทางราชการของให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๗,๑๕๑,๑๕๘.๑๖๑,๒๖๔,๒๖๕,๒๖๖ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญา พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๓,๗ กับขอให้คืนใช้เงินดังกล่าว ฯลฯ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดวินิจฉัยว่าจำเลยได้ยักยอกเงินในรายการที่ ๓,๕,๖,๘,๑๑,๑๕,๑๖,๑๘,๑๙,๒๐ รวมเงิน ๒๘,๘๓๐ บาท โดยจำเลยปลอมลายเซ็นชื่อของบุคคลต่าง ๆ ว่าเป็นผู้รับเงิน และปลอมลายพิมพ์นิ้วมือของบุคคลต่าง ๆ ว่าเป็นผู้รับเงิน ส่วนข้อหาตามรายการอื่นนอกจากนี้ยังชี้ขาดลงโทษจำเลยไม่ได้และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๗,๑๕๑,๑๕๘,๑๖๑,๒๖๔,๒๖๕,๒๖๖ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๗ ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา๑๔๗,๑๕๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓,๗ ให้จำคุก ๖ ปี กับให้คืนหรือใช้เงิน ๒๘,๘๓๐ บาท โจทก์จำเลยต่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อหาของโจทก์ที่ว่าจำเลยกระทผิดตามฟ้องในรายการที่ ๑๕,๑๖,๑๙ รวมเป็นเงิน ๑๐,๑๐๐ บาทนั้น รูปคดียังไม่พอฟังว่าจำเลยได้ยักยอกเอาเงินนั้นไป จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลจังหวัด ฯว่า จำเลยผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๗,๑๖๑,๒๖๖ แพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๓ เท่านัน้น แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๗ แก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๓ ซึ่งเป็นกระทงที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ ให้จำคุก ๖ ปี และให้คืนเงิน ๑๘,๗๓๐ บาท โจทก์ฎีกาให้ลงโทษตามที่กล่าวหาในรายการที่ ๑๕,๑๖,๑๙ และให้ใช้เงินอีก ๑๐,๑๐๐ บาทจำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องทุกรายการ ศาลฎีกากล่าวว่า ข้อหาในรายการที่ ๑,๒,๔,๗,๙,๑๐,๑๒,๑๓,๑๔,๑๗,๒๑,๒๒ รวม ๑๒ รายการ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกาเป็นอันยุติ แล้วศาลฎีกาได้วินิจฉัยต่อไป ดังนี้ :- ๑. ที่จำเลยค้านว่าฟ้องเคลือบคลุม ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องโจทก์กล่าวแล้วว่า จำเลยเป็นเสมียนตราอำเภอสุวรรณภูมิ ซึ่งมีหน้าที่จัดทำรักษาและรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการเบิกจ่ายเงิน จำเลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังยักยอกเอาเงินไป มีรายการต่างๆ ถึง ๒๒ รายการ พอเข้าใจได้ว่าเงินของทางราชการที่จำเลยยักยอกนั้นอยู่ในความดูเลรับผิดชอบของจำเลย จำเลยจะรับมาจากใครที่ไหนเมื่อใดนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์ไม่จำต้องกล่าวในฟ้อง โจทก์บรรยายไว้ด้วยว่าจำเลยทุจริต ปลอมหนังสือ และยักยอกเงินซึ่งอยู่ในหน้าที่ของจำเลย ระหว่างวันใดถึงวันใด เวลาใดไว้แล้ว ทั้งระบุวันกระทำผิดแต่ละรายการไว้ด้วย พอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕๘ แล้ว อนึ่ง ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้มีอัตราโทษจำคุกถึงตลอดชีวิต มีอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๕ ถึง ๒๐ ปี เป็นความผิดทางอาญาแผ่นดิน มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงวันที่โจทก์รู้เรื่องการทำผิดของจำเลย ๒. ศาลฎีกาได้วินิจฉัยตามข้อหาที่ว่า จำเลยได้กระทำความผิดปลอมหนังสือและลายมือชื่อกับทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอกเงินใน ๗ รายการ คือ รายการที่ ๓,๕,๖,๘,๑๑,๑๘,๒๐ และฟังว่าจำเลยได้ปลอมหนังสือและลายมือชื่อ กับทุจริงต่อหน้าที่ ยักยอกเงินทั้ง ๗ รายการนี้ ๓. จำเลยโต้เถียงว่า จำเลยไม่ใช่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตามฟ้อง เพราะคำสั่งที่ ๓๐/๒๕+ ลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๐๐ ของนายอำเภอ ให้จำเลยเป็นผู้ช่วยของนายมี ขุณิกากรณ์ ปลัดอำภอ ไม่ปรากฎว่านายมี หรือนายอำเภอ ได้มอบหมายหน้าที่พิเศษอย่างใดแก่จำเลย นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งนี้มีใจความว่า ให้นายมีเป็นหัวหน้าและจำเลยนี้เป็นผู้ช่วยรับผิดชอบการงาน ๑๘ หัวข้อ ซึ่งในหัวข้อที่ ๗ มีว่าให้รับผิดชอบ " ๗ การเบิกจ่ายเงินต่าง ๆ " ด้วย นายเถียรซึ่งเคยเป็นปลัดจังหวัดร้อยเอ็ดมาแล้ว เบิกความว่า เสมียนตรามีหน้าที่เกี่ยวกับการรับจ่ายเงิน สิ่งของ พัสดุ ครุภัณฑ์ ตลอดจนการบัญชีเกี่ยวกับเงินและสิ่งของเหล่านั้น และทั้งการจัดทำและเก็บรักษาบัญชีเหล่านั้นด้วย และนายประพงษ์พยานจำเลยเองซึ่งเคยทำหน้าที่เสมียนตราอำเภอมาแล้วก็เบิกความทำนองเดียวกัน เมื่อทั้งพยานโจทก์และยานจำเลยต่างก็เบิกความตรงกันเช่นนี้ การที่นายอำเภอมีคำสั่งให้นายมีเป็นหัวหน้า จำเลยเป็นผู้ช่วยรับผิดชอบการเบิกจ่ายเงินต่าง ๆ ด้วยนั้น ก็เพื่อให้นายมีปลัดอำเภอสอดส่องควบคุมงานบัญชีเงิน การรับเงินและจ่ายเงินของจำเลยอีกชั้นหนึ่ง ในคำสั่งหาได้มีว่า ให้จำเลยพ้นหน้าที่ดังกล่าว อันเป็นหน้าที่ของเสมียนตราโดยตรงนั้นไม่ ที่จำเลยเถียงว่าตนไม่ใช่เจ้าพนักงานนั้นฟังไม่ขึ้น ๔. จำเลยเถียงว่า บัญชีการเงินต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่เอกสารสิทธิ ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๖๖ เป็นการตลาดเคลื่อนนั้น ศาลฎีกากล่าวว่า ตามประมวลกฎหมายอาญาให้บทนิยามคำว่า "เอกสารสิทธิ" ไว้ในมาตรา ๑(๙) ว่า หมายความว่า "เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ" ตามบัญชีอันเป็นเอกสารของทางราชการเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้มีบัญชีแบบ ๒ คือ บัญชีรับจ่ายเงินเบ็ดเตล็ด และบัญชีแบบ ๗ คือ บัญชีเงินการจร มีช่องที่ผู้รับเงินจะต้องเซ็นชื่อหรือลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงินอยู่ด้วย ก็เมื่อผู้มีสิทธิได้รับเงิน ได้ลงลายมือชื่อในช่องนั้น และได้รับเงินไปแล้ว ย่อมเป็นหลักฐานแห่งการระงับไปซึ่งสิทธิ คือ ทำให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเรียกร้องเอาเงินจากทางราชการได้อีก ซึ่งตรงตามความหมายของคำว่า เอกสารสิทธิ ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑(๙) อยู่แล้ว เอกสารบัญชีตามฟ้องจึงต้องถือว่าเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารทางราชการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา๒๖๖ ๕. จำเลยเถียงว่า การลงบัญชีด้วยรายการรับจ่ายต่าง ๆ นั้น มิใช่เป็นการปลอมหนังสือในเมื่อส่วนที่เป็นประธานได้มีการจ่ายเงินออกไปตามในสำคัญแล้วจริง ช่องบัญชีที่แสดงว่าผู้รับเงินขาดไปบ้างหรือเป็นลายมือของผู้อื่นบ้าง จึงไม่ใช่สาระสำคัญ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเบิกความรับว่า ผู้รับเงินตามบัญชีแบบ ๒ ต้องลงลายมือชื่อในบัญชีต่อหน้าจำเลย การที่ผู้อื่นซึ่งไม่ใช่ผู้มีสิทธิได้รับเงินมาเซ็นชื่อหรือลงลายมือชื่อรับเงิน ก็ย่อมแสดงถึงความทุจริตของผู้นั้น และถ้าผู้นั้นลงลายมือชื่อของผู้มีสิทธิได้รับเงินก็ย่อมเป็นการปลอมหนังสือโดยไม่มีปัญหา และบัญชีที่กรรมการรับรองว่าได้มีการจ่ายเงินไปแล้วนั้น เพื่อจะเบิกเงินจากคลัง แต่ยังไม่ได้จ่ายเงินจริงเพราตอนท้ายนายอำเภอยังต้องเซ็นสั่งอนุญาตให้จ่ายเงินอีก การที่มีผู้ลงนามปลอมในช่องผู้รับเงินตามบัญชีแบบ ๒ และแบบ ๗ หรือลงจ่าย-แล้วไม่มีผู้ลงนามรับเงิน และเงินขาดจำนวนไปเชานนี้ จึงเป็นข้อสาระสำคัญแห่งคดี พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยกระทำผิดในรายการที่ ๑๕, รายการที่ ๑๖ และรายการที่ ๑๙ ด้วยตามฟ้อง อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๗,๑๖๑,๒๖๖ และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓ แต่ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๔๗ ซึ่งเป็นบทหนัก กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินรวมทั้งหมด ๒๘,๘๓๐ บาท แก่ทางราชการแผนกมหาดไทย อำเภอสุวรรณภูมิ ด้วย นอกจากที่แก้นี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นให้ยกเสีย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 778/2506 อัยการจังหวัดร้อยเอ็ด โจทก์ นายประดิษฐ์ ศิรินันติกุล ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดร้อยเอ็ด · ล. - นายประดิษฐ์ ศิรินันติกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ห้วน ประชาบาล · การุณย์นราทร · สารกิจปรีชา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายเรืองสวัสดิ์ พรหมสาขา ณ สกล · ศาลอุทธรณ์ - นายมณี ชุติวงศ์.
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1092/2505ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1172/2511ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 3911/2568ฎีกา 605/2511ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 51/2502
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา