คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2507
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงที่นำสืบได้มีลักษณะเป็นความผิดอีกบทหนึ่งซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหาร ศาลพลเรือนก็ยังมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไปได้ หากข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นบทนอกฟ้องนอกคำขอของโจทก์
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลพลเรือนขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 นั้น แม้ทางพิจารณาโจทก์จะนำสืบข้อเท็จจริงเข้าลักษณะความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามมาตรา 336 ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารจะพิจารณาพิพากษาตามประกาศของคณะปฏิวัติก็ดี ก็เป็นบทนอกฟ้องนอกความประสงค์ของโจทก์ ศาลพลเรือนย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไปได้ เพราะไม่มีกฎหมายหรือประกาศของคณะปฏิวัติฉบับใดห้ามการสละสิทธิที่จะฟ้องในข้อหาอันมีโทษหนักแล้วมาฟ้องในข้อหาอันมีโทษเบาไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 12 มีนาคม 2506 เวลากลางวัน จำเลยบังอาจเป็นคนร้ายลักเงิน 120 บาทของโจทก์ซึ่งอยู่ในความครอบครองรักษาของเด็กหญิงระวิวรรณบุตรโจทก์โดยมีเจตนาทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลฉลอง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334
จำเลยให้การปฏิเสธ
ทางพิจารณา โจทก์นำสืบว่า ในวันเกิดเหตุโจทก์ไปขายของที่ตลาดนัดกับเด็กหญิงระวิวรรณ ใจห้าว ขณะเกิดเหตุโจทก์ไปซื้อน้ำตาลเด็กหญิงระวิวรรณจะเอาสตางค์ทอนให้นางเฟือง จำเลยใช้มือล้วงลงในกระเป๋าใส่เงินและหยิบเอาธนบัตรขึ้นมา เด็กหญิงระวิวรรณแย่งธนบัตรคืนได้จากจำเลย 1 ฉบับ แล้วจำเลยเดินหยาบ ๆ ออกไป
ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 รูปคดีพอวินิจฉัยได้ สั่งงดสืบพยานจำเลยแล้วพิพากษาว่า คดีนี้เป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลทหารพิจารณาพิพากษา ไม่อยู่ในอำนาจศาลนี้ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ก็คือความผิดฐานลักทรัพย์อันมีลักษณะฉกรรจ์ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์แม้การพิจารณาจะฟังข้อเท็จจริงได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามความประสงค์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์การที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลย ยังมิชอบด้วยกระบวนพิจารณาพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลย ยังมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานจำเลย แล้วพิพากษาใหม่
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาคดีแล้ว ปัญหามาสู่ศาลฎีกาว่าคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่าลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลพลเรือน โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงเข้าลักษณะความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหาร ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือไม่
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ก็คือการลักทรัพย์นั่นเอง เป็นแต่การเอาทรัพย์ไปได้กระทำโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า อันเป็นลักษณะที่กฎหมายวางโทษหนักขึ้น เมื่อไม่มีกฎหมายหรือประกาศของคณะปฏิบัติฉบับใดห้ามไว้ว่า ผู้เสียหายจะสละสิทธิที่จะฟ้องในข้อหาอันมีโทษหนักแล้วมาฟ้องในข้อหาอันมีโทษเบาไม่ได้ผู้เสียหายก็มีสิทธิที่จะฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ได้ เมื่อฐานความผิดที่โจทก์ฟ้องอยู่ในอำนาจศาลพลเรือน แม้โจทก์จะนำสืบข้อเท็จจริงเข้าลักษณะความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ก็เป็นบทนอกฟ้องนอกความประสงค์ของโจทก์ ศาลพลเรือนย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ ชอบแล้ว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2507
นางประคอง ใจห้าว โจทก์
นางเหี้ยม ด้วงยิ้ม จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางประคอง ใจห้าว · จำเลย - นางเหี้ยม ด้วงยิ้ม |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เพรียง โรจนรัส · ประกอบ หุตะสิงห์ · สนิท สุมาวงศ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา