คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893/2549
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องว่ากระทำความผิดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งโดยไม่ชัดแจ้ง หากจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าการกระทำผิดนั้นเกิดขึ้นในเวลากลางคืนตามที่ฟ้อง ก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยโดยฟังว่ากระทำผิดในเวลากลางวัน
ย่อคำพิพากษา
โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 19 มีนาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 13 เมษายน 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักทรัพย์หลายรายการรวมราคา 65,100 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถาน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีกว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้เห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 19 มีนาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 13 เมษายน 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ได้มีคนร้ายใช้วัตถุของแข็งงัดและทุบทำลายกุญแจที่ปิดล็อกห้องพัก อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์จนกุญแจหลุดออก แล้วเข้าไปให้ห้องพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางสาวอภิญญา สุธรรม ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วลักทรัพย์จำนวน 4 รายการ ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายท้ายฟ้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 65,000 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไปโดยทุจริต ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2548 เจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กลบ สุรินทร์ 157 ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกค้นร้ายลักไปอยู่ในความครอบครองของจำเลย และค้อนจำนวน 1 ด้าม เหล็กแป๊บยาวประมาณ 95 เซนติเมตร จำนวน 1 ท่อน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง และวันที่ 27 เมษายน 2548 เจ้าพนักงานยึดเครื่องรับโทรทัศน์สีขนาด 14 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 1 ชุด ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปอยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง โดยจำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์หรือมิฉะนั้นเมื่อระหว่างวันเวลาหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ถึงวันที่ 19 เมษายน 2548 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยรับเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไว้จากคนร้าย ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ ซึ่งทรัพย์นั้น โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 334, 335, 357 ริบค้อนและเหล็กแป๊บของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (8) วรรคสอง จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง ตามฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยว่า เมื่อระหว่างวันที่ 19 มีนาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 13 เมษายน 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักทรัพย์หลายรายการรวมราคา 65,100 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถาน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้เห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ปัญหาดังกล่าวแม้มิได้มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893/2549
พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ โจทก์
นายไกรวุฒิ สมบัติ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ · จำเลย - นายไกรวุฒิ สมบัติ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | องอาจ โรจนสุพจน์ · เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์ · สถิตย์ อรรถบลยุคล |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา