คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1404-1405/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความฝ่ายใดนำสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่หากวินิจฉัยแล้วอาจทำให้คดีสิ้นสุดลงได้
* พินัยกรรมที่ก่อตั้งทรัสต์ก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ไม่ขัดต่อกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น
* คำว่า "จัดการ" ในพินัยกรรม หมายรวมถึงการดำเนินการต่างๆ รวมถึงการฟ้องร้องคดี
* ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว มีอำนาจฟ้องคดีได้ หากพินัยกรรมมิได้กำหนดให้จัดการมรดกพร้อมกัน
* การจัดการมรดกไม่ใช่สิทธิเรียกร้องที่ต้องมีอายุความ และผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการจนกว่าจะเสร็จสิ้น
* การที่ศาลเคยพิพากษายกฟ้องคดีก่อนหน้าเนื่องจากโจ
ย่อคำพิพากษา
มาตรา 183 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้อำนาจศาลจะสั่งให้คู่ความฝ่ายใดนำสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้ ฉะนั้น เมื่อประเด็นที่จำเลยต่อสู้เป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งถ้าได้ความแล้วคดีอาจพิจารณาพิพากษาไปได้โดยไม่ต้องพิจารณาประเด็นข้ออื่นๆ แล้ว ศาลอาจสั่งให้จำเลยนำสืบก่อนทุกประเด็นก็ได้
พินัยกรรมก่อตั้งทรัสต์ก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 นั้น ไม่ขัดต่อกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลานั้น และพินัยกรรมที่กำหนดให้โจทก์มีอำนาจจัดการและเก็บค่าเช่านั้น คำว่า จัดการ ในที่นี้ย่อมหมายถึงการดำเนินการต่างๆ ตลอดจนการฟ้องร้องคดีด้วย
พินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดกรวมสี่คน เมื่อเหลือโจทก์คนเดียวเพราะผู้จัดการมรดกสองคนถึงแก่กรรมและผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งลาออก เมื่อพินัยกรรมมิได้กำหนดให้จัดการมรดกพร้อมกันแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีได้
การจัดการมรดกไม่ใช่สิทธิเรียกร้อง ไม่มีอายุความ เมื่อจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจจัดการตลอดไปจนกว่าจะเสร็จสิ้น
โจทก์เคยฟ้องขับไล่จำเลย ศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะโจทก์แสดงอำนาจฟ้องไม่ถูกต้องนั้น ศาลยังมิได้วินิจฉัยประเด็นต่อสู้เรื่องขับไล่ ฉะนั้น โจทก์จึงมาฟ้องขับไล่จำเลยได้ใหม่ โดยไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องคดีทั้งสองสำนวนมีใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายราวานา มานาไวตี ประเดียอะจี ผู้วายชนม์ ซึ่งนายราวานา ฯ ได้ให้นายคำบิดานางสาวถมยาและนายอึ้งคุณ จำเลยเช่าห้องแถวทำการค้า ต่อมาบิดานางสาวถมยาตาย นางสาวถมยารับช่วงทำการค้าต่อ จำเลยทั้งสองสำนวนผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่า ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากห้องเช่า และชำระค่าเช่าที่ค้างกับค่าเสียหาย
จำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องพิพาทและให้จำเลยสำนวนแรกใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๘๐ บาท จำเลยในสำนวนที่สองใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๕๐ บาท ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากห้องพิพาท
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย
ศาลฎีกาเห็นว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยนำสืบก่อนทุกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๘๓ ให้อำนาจศาลที่จะสั่งให้คู่ความฝ่ายใดนำสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้ และคดีนี้ประเด็นที่จำเลยต่อสู้ว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ และจำเลยได้รับความคุ้มครองฯ นั้น เป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งถ้าได้ความแล้ว คดีอาจพิจารณาพิพากษาไปได้ โดยไม่ต้องพิจารณาประเด็นข้ออื่นๆ และที่ศาลสั่งให้จำเลยนำสืบก่อนทุกประเด็นก็ไม่ทำให้จำเลยเสียหายเพราะเมื่อจำเลยนำสืบเสร็จแล้ว หากมีการเสียหายเกิดขึ้นจากการนำสืบของโจทก์ภายหลัง จำเลยก็อาจร้องขอศาลนำสืบหักล้างได้ และฎีกาของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะมีพยานหลักฐานอื่นใด ที่จะนำสืบเพิ่มเติมอีก แม้ศาลจะสั่งให้จำเลยนำสืบก่อน ก็ไม่ทำให้การวินิจฉัยคำพยานในคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น จึงไม่มีข้อที่ศาลฎีกาจะสั่งแก้
ที่จำเลยฎีกาว่า ถ้าศาลเห็นว่าพินัยกรรมมีผลใช้ได้ ก็กำหนดให้โจทก์เก็บค่าเช่า ไม่ได้ให้ฟ้องคดีนั้น พินัยกรรมก่อตั้งทรัสต์รายนี้ได้ก่อตั้งขึ้นก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๖ ซึ่งให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๘๘ เป็นต้นไป จึงไม่ขัดต่อกฎหมายไทยที่ใช้อยู่ในเวลานั้น และพินัยกรรมข้อ ๑๘ ได้กำหนดให้โจทก์มีอำนาจจัดการและเก็บค่าเช่าทั้งสองประการ คำว่า จัดการ ในที่นี้ย่อมหมายถึงการดำเนินการต่างๆ ตลอดจนการฟ้องร้อง นอกจากนั้นโจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกผู้วายชนม์ตามพินัยกรรม ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓๖ ในระหว่างจัดการทรัพย์มรดก ผู้จัดการชอบที่จะทำการใดในทางจัดการที่จำเป็นได้ เช่น ฟ้องคดี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
ที่จำเลยฎีกาว่า พินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดกรวม ๔ คน เมื่อเหลือโจทก์คนเดียว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ได้ความว่า นางเนี้ยวนายอารีผู้จัดการมรดกได้ถึงแก่กรรม และนายหลีได้ลาออกโดยได้รับอนุญาตจากศาลกงสุลอังกฤษ คงเหลือแต่โจทก์คนเดียว ทั้งพินัยกรรมไม่ได้กำหนดให้ผู้จัดการมรดกทั้งสี่คนจัดการมรดกพร้อมกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องได้ตามมาตรา ๑๗๑๕
ที่จำเลยฎีกาว่า การจัดการมรดกรายนี้ล่วงเลยกว่า ๒๐ ปี สิทธิของโจทก์ระงับไปนั้นเห็นว่าพินัยกรรมไม่ได้กำหนดเวลาสิ้นสุดของการจัดการมรดกไว้ และการจัดการมรดกไม่ใช่สิทธิเรียกร้อง ไม่มีอายุเมื่อจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์มีอำนาจจัดการตลอดไปจนกว่าจะเสร็จ ฎีกาคัดค้านของจำเลยฟังไม่ได้
ฎีกาจำเลยข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำกับ คดีแพ่งแดงที่ ๓๐๓/๒๔๙๗ และ ๓๐๕/๒๔๙๗ ของศาลแขวงพระนครใต้นั้น ศาลแขวงพระนครใต้ยกฟ้องคดีแพ่งดังกล่าว โดยโจทก์แสดงอำนาจฟ้องไม่ถูกต้อง คือไม่อ้างต้นฉบับพินัยกรรมมาแสดงต่อศาล ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อต่อสู้เรื่องขับไล่จำเลยออกจากห้องพิพาท คดีจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๘ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกประการ
พิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1404 - 1405/2508
นายมณี ธรรมปรีดาหรือนายซุปปารา มเนีย พิลเลย์ ผู้จัดการมรดกตาม
พินัยกรรมของนายราวานา มานาไวตี ประเดียอะจี ผู้วายชนม์ โจทก์
นายอึ้งคุณหรือมิ้งคุณหรือยิ้มคุณ แซ่หว่อง จำเลย
นายมณี ธรรมปรีดา หรือนายซุปปารา มาเนีย พิลเลย์ ผู้จัดการมรดกตาม
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ผู้จัดการมรดกตาม - นายมณี ธรรมปรีดาหรือนายซุปปารา มเนีย พิลเลย์ · โจทก์ - พินัยกรรมของนายราวานา มานาไวตี ประเดียอะจี ผู้วายชนม์ · จำเลย - นายอึ้งคุณหรือมิ้งคุณหรือยิ้มคุณ แซ่หว่อง · ผู้จัดการมรดกตาม - นายมณี ธรรมปรีดา หรือนายซุปปารา มาเนีย พิลเลย์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชิต บุณยประภัศร · คร้าม สิวายะวิโรจน์ · บุศย์ ขันธวิทย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายเพี้ยง บุญรักษา · ศาลอุทธรณ์ - นายไสว เสนาขันธ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา