คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 311/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เช่าช่วงอาศัยสิทธิของผู้เช่าหลัก จึงตกอยู่ในฐานะบริวารของผู้เช่าหลัก และไม่อาจอ้างสิทธิของผู้เช่าช่วงตามกฎหมายคุ้มครองค่าเช่าหรือกฎหมายควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน เพื่อยันผู้ให้เช่าได้.
ย่อคำพิพากษา
จำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ปลูกอาคาร เมื่อครบกำหนดต้องรื้อไป ผู้เช่าอาคาร(ห้องแถว)ของจำเลยไม่ได้เช่าที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการอาศัยสิทธิของจำเลยเท่านั้น และตกอยู่ในฐานะบริวารของจำเลย จะอ้างความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯ และพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน ฯ ยันโจทก์ไม่ได้
กรณีสัญญาเช่าที่ดินครบกำหนดกับกรณีที่เลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนด เป้นเ รื่องทำนองเดียวกัน คือ ผู้ให้เช่ามีสิทธิเรียกร้องเอาที่ดินที่ให้เช่าคืน (อ้างฎีกาที่ 337/2500)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
จำเลยเช่าที่ดินโจทก์ปลูกสร้างอาคาร เมื่อครบกำหนดแล้วจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไปทั้งหมด จำเลยผิดสัญญาเช่าที่ดิน โจทก์จึงฟ้องขับไล่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไป
จำเลยยอมออกไปและได้รื้อสิ่งปลูกสร้างอื่นไปหมดแล้ว คงเหลืออยู่แต่ห้องพิพาท ๒ ห้องที่รื้อไม่ได้เพราะผู้ร้อง ซึ่งเป็นผู้เช่าห้องจากจำเลยอยู่แต่เดิม ไม่ยอมออก โจทก์จึงขอให้ศาลบังคับ
ผู้ร้องโต้แย้งว่า เช่าห้องพิพาทโดยการรู้เห็นยินยอมของโจทก์ ผู้ร้องจึงเป็นผู้เช่าช่วงจากโจทก์ มิใช่บริวารจำเลยทั้งผู้ร้องเช่าเพื่ออยู่อาศัย ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน และพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.๒๕๐๔
ศาลแพ่งไต่สวนแล้ว สั่งให้ผู้ร้องออกจากห้องพิพาท
ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกาว่า สัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยข้อ ๗ มีข้อความว่า โจทก์ยอมให้จำเลยนำอาคารสิ่งปลูกสร้างไปให้เช่าได้ ถือได้ว่า โจทก์ยินยอมให้จำเลยนำที่ดินไปให้เช่าช่วงนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์ก็เพื่อทำการปลูกสร้างอาคารให้เช่าหาประโยชน์ จึงได้ระบุเงื่อนไขดังกล่าวไว้ ส่วนการที่จำเลยจะนำอาคารให้ผู้ใดเช่าโจทก์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องเป็นเพียงผู้เช่าห้องพิพาท ไม่ได้เช่าที่ดินของโจทก์ เห็นได้ชัดว่าเป็นการอาศัยสิทธิของจำเลยเท่านั้น ผู้ร้องมิได้มีนิติสัมพันธ์ต่อโจทก์ผู้ร้องตกอยู่ในฐานะบริวารของจำเลย และไม่มีสิทธิจะยกพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน และพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.๒๕๐๔ มาใช้ยันโจทก์ เรื่องทำนองนี้ศาลฎีกาได้เคยพิพากษาไว้แล้วตามฎีกาที่ ๓๓๗/๒๕๐๐ ที่ผู้ร้องว่าคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวเป็นเรื่องสัญญาที่ดินครบกำหนดไปแล้ว ข้อเท็จจริงต่างกับคดีนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่ากรณีสัญญาเช่าครบกำหนดกับกรณีที่เลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนด เป็นเรื่องทำนองเดียวกัน คือ ผู้ให้เช่ามีสิทธิเรียกร้องเอาที่ดินที่ให้เช่าคืน
คำพิพากษาคดีดังกล่าวย่อมนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 311/2508
นางผาด อิศรางกูร ณ อยุธยา โจทก์
นายไพโรจน์ มณีรังษ์ จำเลย
นายคายเซ็ง แซ่โง้ว นายนิ่มหรือนิ่น แซ่อุ่ย ผ.ร.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางผาด อิศรางกูร ณ อยุธยา · จำเลย - นายไพโรจน์ มณีรังษ์ · ผ.ร. - นายคายเซ็ง แซ่โง้ว นายนิ่มหรือนิ่น แซ่อุ่ย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ยง เหลืองรังษี · เชื้อ คงคากุล · เสนอ บุณยเกียรติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - ม.ร.ว.ทองเพิ่ม ทองแถม · ศาลอุทธรณ์ - นายนิคม ชัยอาญา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา