คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 571-572/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสละการครอบครองที่ดินมีโฉนดโดยยกให้แก่วัด และวัดได้เข้าครอบครองเป็นเวลาเกิน 10 ปี ย่อมได้กรรมสิทธิ์ แม้ไม่มีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
การที่เจ้าของที่ได้สละการครอบครองที่ดินมีโฉนดโดยยกให้แก่วัด และวัดได้เข้าครอบครองที่นั้นเป็นเวลาเกินว่า 10 ปีแล้วเช่นนี้ วัดย่อมได้กรรมสิทธิ์ แม้ขณะยกให้แก่วัดจะไม่มีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งพิจารณาพิพากษารวมกัน
สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นหลานนางสาวเพิ่มซึ่งได้วายชนม์ไปแล้ว ก่อนวายชนม์นางสาวเพิ่มได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้โจทก์ โจทก์ได้ขอให้จำเลยส่งโฉนดที่นาที่ระบุในพินัยกรรมให้แก่โจทก์ จำเลยไม่ยอมส่งมอบ ขอให้บังคับ
จำเลยให้การปฏิเสธ
วัดปากกรานโดยพระภิกษุแส เจ้าอาวาสขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลอนุญาต
สำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องว่ามีใจความอย่างสำนวนที่หนึ่ง และขอให้เพิกถอนพินัยกรรมที่นางสาวเพิ่มทำให้ไว้แก่วัดปากกรานจำเลยด้วย
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งหมดไม่มีสิทธิในที่นาพิพาทดีกว่าโจทก์ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองสำนวนคืนโฉนดที่นาพิพาท ๒ แปลงให้โจทก์
จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ที่ได้ความตามที่จำเลยนำสืบส่อแสดงว่านางสาวเพิ่มมีเจตน์จำนงเริ่มแรกมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๗ สละการครอบครองที่นาพิพาท ๒ แปลงนี้ให้เป็นสมบัติของวัดปากกรานเป็นเด็ดขาด และฟังได้ว่าวัดปากกรานได้เข้าใช้สิทธิครอบครองที่พิพาทโดยสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลา ๑๕ ปี จึงปรากฏมีการอ้างขึ้นว่านางสาวเพิ่มได้ทำพินัยกรรมยกนาพิพาทให้แก่โจทก์ พยานหลักฐานโจทก์ในข้อครอบครองจึงสู้พยานหลักฐานของจำเลยไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๒๕, ๑๓๗๓, ๑๓๗๗, ๑๓๗๘, ๑๓๘๒ นั้น วัดปากกรานจำเลยเป็นนิติบุคคลย่อมได้ที่ดินโดยทางครอบครองได้เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา ฉะนั้น เมื่อนางสาวเพิ่มได้สละการครอบครองที่ดินให้วัดปากกรานจำเลยได้เข้าครอบครองเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปีเช่นนี้แล้ว วัดปากกรานย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่นาพิพาท ๒ แปลง โดยอาศัยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แม้เมื่อเวลานางสาวเพิ่มยกให้แก่วัดจะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม ฎีกาจำเลยมีเหตุผลฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้ง ๒ สำนวน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 571 - 572/2508
นายประมวล สุทธลักษณ์ที่ ๑ นางญวน สุทธลักษณ์ ที่ ๒ โจทก์
นายจ้อย รัมมะวงษ์ ที่ ๑ นายพาน รัมมะวงษ์ ที่ ๒ จำเลย
นายประมวล สุทธลักษณ์ที่ ๑ นางญวน สุทธลักษณ์ ที่ ๒ โจทก์
วัดปากกราน โดยพระภิกษุแส สุขรัตนี เจ้าอาวาส จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายประมวล สุทธลักษณ์ที่ ๑ นางญวน สุทธลักษณ์ ที่ ๒ · จำเลย - นายจ้อย รัมมะวงษ์ ที่ ๑ นายพาน รัมมะวงษ์ ที่ ๒ · โจทก์ - นายประมวล สุทธลักษณ์ที่ ๑ นางญวน สุทธลักษณ์ ที่ ๒ · จำเลย - วัดปากกราน โดยพระภิกษุแส สุขรัตนี เจ้าอาวาส |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ยุ้ย อาตมียะนันทน์ · เชื้อ คงคากุล · โพยม เลขยานนท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายสุมาน สมรรถไท · ศาลอุทธรณ์ - นายสอาด สุจริตพงศ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา