⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1055/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1055/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยในคดีแพ่งเป็นประเด็นโดยตรงที่ศาลได้วินิจฉัยไว้ในคดีอาญาแล้ว ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญานั้นในการพิพากษาคดีแพ่ง.

ย่อคำพิพากษา

แต่เดิมโจทก์ฟ้องคดีอาญาว่าจำเลยโกงเจ้าหนี้โดยจำเลยกู้เงินโจทก์ไป หนี้ยังไม่ได้ชำระก็โอนที่ดินให้แก่บุคคลอื่น ศาลเห็นว่าจำเลยได้กู้เงินและยังไม่ได้ชำระจริงดังฟ้อง แต่โจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิทางศาลฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ การที่จำเลยโอนที่ดินให้แก่บุคคลอื่นไปจึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุด โจทก์จึงมาฟ้องในทางแพ่งให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้รายนี้ จำเลยให้การปฏิเสธ ชั้นพิจารณาโจทก์จำเลยต่างอ้างพยานหลักฐานในคดีอาญา แล้วไม่สืบพยาน ศาลฎีกาเห็นว่าในการพิจารณาคดีอาญานั้น ศาลได้หยิบยกประเด็นที่ว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปหรือไม่ขึ้นมาวินิจฉัยก่อน แล้วฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์และค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามฟ้อง แล้วจึงวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโกงเจ้าหนี้หรือไม่ ฉะนั้น ประเด็นที่ว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปตามสัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องหรือไม่ จึงเป็นประเด็นโดยตรงที่ศาลหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยในคดีอาญา เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีแพ่งให้จำเลยชำระเงินกู้และดอกเบี้ยรายเดียวกันนี้ จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีแพ่งนี้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปจริง ยังคงค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.40 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.186 ประมวลกฎหมายอาญา ม.350 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินไป ๒ คราว รวมเป็นเงิน ๗,๕๐๐ บาท จำเลยค้างดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๒,๑๗๕ บาท ขอให้ศาลบังคับ จำเลยให้การปฏิเสธ ในวันศาลชั้นต้นนัดพร้อม โจทก์จำเลยแถลงว่าคดีนี้ข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับคดีแดงที่ ๗๑๑/๒๕๐๖ และ ๗๐๙/๒๕๐๖ ของศาลจังหวัดลำพูน พยานหลักฐานส่วนมากของคดีนี้ ทั้งสองฝ่ายได้อ้างและนำสืบไว้ในคดีอาญาทั้งสองแล้ว ถึงวันนัดสืบพยานโจทก์แถลงว่าไม่ติดใจสืบพยานบุคคล ขอให้ศาลฟังข้อเท็จจริงจากคดีแดงทั้งสอง และขอให้ศาลนำสำนวนทั้งสองมาเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ จำเลยแถลงไม่คัดค้าน และจำเลยอ้างตัวเองเป็นพยาน และอ้างคำเบิกความของจำเลยที่เบิกความไว้ในคดีแดงทั้งสองเป็นพยานแล้วไม่ติดใจสืบพยานต่อไป ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังพยานหลักฐานโจทก์ในคดีอาญาแดงที่ ๗๑๑/๒๕๐๖ ว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไปตามฟ้อง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินและดอกเบี้ยตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๗๑๑/๒๕๐๖ มีประเด็นโดยตรงว่า จำเลยได้โกงเจ้าหนี้หรือไม่ และคดีอาญาแดงที่ ๗๐๙/๒๕๐๖ มีประเด็นโดยตรงว่า จำเลยได้เอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องต่อศาลหรือไม่ ส่วนจำเลยจะกู้เงินโจทก์ไปจริงหรือไม่ มิใช่ประเด็นโดยตรง ทั้งนี้คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๔๐ ศาลจึงไม่จำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อโจทก์มิได้นำพยานมาสืบ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้กู้เงินไปตามโจทก์ฟ้อง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า การฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๔๖ เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๗๑๑/๒๕๐๖ หาว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไป ๒ คราว รวมเป็นเงิน ๗,๕๐๐ บาท จำเลยค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยและกลับโอนที่ดิน ๑ แปลงให้นาวสาวอำไพ เป็นการโกงเจ้าหนี้ จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้ว่าสัญญากู้ทั้ง ๒ ฉบับเป็นเอกสารปลอม จำเลยไม่ได้กู้ ไม่ได้รับเงิน แล้วจำเลยกลับฟ้องโจทก์ในทางอาญาหาว่าปลอมหนังสือ และใช้หนังสือปลอม โจทก์จึงฟ้องจำเลยอีกสำนวนหนึ่งหาว่าจำเลยฟ้องเท็จตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๗๐๙/๒๕๐๖ คดีทั้งสองถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไป ๒ คราวตามสัญญากู้ที่โจทก์อ้าง และจำเลยยังมิได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ในคดีอาญาแดงที่ ๗๑๑/๒๕๐๖ มีประเด็นโดยตรงว่าจำเลยได้โกงเจ้าหนี้หรือไม่ และคดีอาญาแดงที่ ๗๐๙/๒๕๐๖ มีประเด็นโดยตรงว่าจำเลยได้เอาความเท็จมาฟ้องต่อศาลหรือไม่ ส่วนจำเลยกู้เงินโจทก์ไปจริงหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นโดยตรงนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะในคดีอาญาทั้งสองนั้น ศาลฎีกาได้ยกประเด็นว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปตามสัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อน เมื่อวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปจริง และค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามฟ้องแล้ว จึงได้วินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโกงเจ้าหนี้หรือไม่ และเป็นฟ้องเท็จหรือไม่ ฉะนั้น ประเด็นว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปตามสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องหรือไม่ จึงเป็นฟ้องเท็จหรือไม่ ฉะนั้น ประเด็นว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปตามสัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องหรือไม่ จึงเป็นประเด็นโดยตรงที่ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัย การที่โจทก์ฟ้องจำเลยตามคดีนี้ ขอให้ชำระเงินกู้และดอกเบี้ยรายเดียวกัน จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ฉะนั้น ในการพิพากษาคดีนี้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๗๑๑/๒๕๐๖ และ ๗๐๙/๒๕๐๖ ว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปจริง ยังคงค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามฟ้อง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1055/2509 นายตา แก้วมา โจทก์ นายแก้ว อริยะจักร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายตา แก้วมา · จำเลย - นายแก้ว อริยะจักร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวิง ลัดพลี · สอาด นาวีเจริญ · วิเชียร เศวตรุนทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลำพูน - นายวิเชียร พูนคำ · ศาลอุทธรณ์ - นายชลอ บุปผเวส
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3813/2535ฎีกา 1345/2532ฎีกา 1462/2565ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1917/2559ฎีกา 1452/2511ฎีกา 481/2526ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 272/2490ฎีกา 199/2537ฎีกา 1308/2533ฎีกา 1578/2493ฎีกา 1000/2505ฎีกา 8732/2549ฎีกา 1875/2547ฎีกา 275/2487ฎีกา 4225/2559ฎีกา 978/2510ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 2657/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา