⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1138/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1138/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว มีผลผูกพันคู่กรณีและทายาทเสมือนคำพิพากษาของศาล หากทายาทโต้แย้งสิทธิที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือเป็นการละเมิดสิทธิใหม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องร้องทายาทได้

ย่อคำพิพากษา

เดิมโจทก์ฟ้อง ข. แล้ว ข.ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งแยกที่ดินโฉนดที่ 773 ให้แก่โจทก์ เป็นเนื้อที่ครึ่งหนึ่ง ทางด้านหลังของที่ดิน และยอมให้ทางเดินเข้าออกแก่โจทก์ทางด้านตะวันออกของที่ดินเป็นเนื้อที่ 6 ศอก ศาลพิพากษาตามยอมไปแล้ว ข. ยังไม่ได้แบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ตามยอม ก็มาถึงแก่กรรมเสียก่อน โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้ง 4 ซึ่งเป็นทายาทของ ข. ไปลงชื่อในคำขอจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดิน เพื่อขอรับโฉนดที่ดินที่ออกใหม่ แต่จำเลยไม่ยอมรับรองว่าที่ดินทางเดินกว้าง 6 ศอกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยทั้ง 4 ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยคัดค้านขัดขวางในการที่โจทก์เข้าครอบครองเป็นเจ้าของ ดังนี้ เท่ากับโจทก์อ้างว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว แต่จำเลยทั้ง 4 กลับโต้แย้งกรรมสิทธิ์ที่ทางเดินของโจทก์ และคัดค้านขัดขวางในการที่โจทก์เข้าครอบครองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินทางเดินดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้ง 4 ละเมิดสิทธิของโจทก์ขึ้นใหม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยขึ้นเป็นคดีอีกคดีหนึ่งได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์ยื่นฟ้องขุนสุรมัทยากรบิดาของจำเลยทั้ง ๔ ขอแบ่งที่ดินโฉนดที่ ๗๗๓ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยขุนสุรมัทยากรให้ที่รายพิพาทครึ่งหนึ่งตอนด้านหลังกับให้ทางเดินกว้าง ๖ ศอกไปจนจดถนนสาธารณะและศาลพิพากษาตามยอมไปแล้ว ปรากฏตามคดีแพ่งของศาลจังหวัดนครปฐมหมายเลขแดงที่ ๒๔/๒๕๐๑ โจทก์และขุนสุรมัทยากรร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดแบ่งแยกตามข้อตกลง ต่อมาปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ขุนสุรมัทยากรถึงแก่กรรม จำเลยทั้ง ๔ เป็นผู้รับมรดก โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้ง ๔ ไปลงชื่อในคำขอจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินเพื่อขอรับโฉนดที่ออกใหม่ จำเลยทั้ง ๔ ไม่รับรองว่าทางเดินเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยขัดขวางในการที่โจทก์เข้าครอบครองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ให้จำเลยทั้ง ๔ ไปลงชื่อในคำขอจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินเพื่อออกโฉนดที่แบ่งแยกใหม่ ถ้าจำเลยทั้ง ๔ ไม่ไป ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นเครื่องแสดงเจตนาของจำเลยทั้ง ๔ จำเลยที่ ๑, ๒ และ ๔ ให้การว่าโจทก์กับขุนสุรมัทยากรได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยแบ่งที่ดินคนละครึ่ง โจทก์ได้ด้านหลัง จำเลยได้ด้านหน้า ขุนสุรมัทยากรยอมให้โจทก์เดินผ่านที่ดินของขุนสุรมัทยากรเข้าออกได้ กว้าง ๖ ศอก ทางเดินนี้ยังเป็นกรรมสิทธิ์ขุนสุรมัทยากร จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย พิพากษาว่า คำฟ้องของโจทก์อ้างสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำ ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ขอให้จำเลยทั้ง ๔ ลงชื่อรับรองการทำรังวัด ทางเดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ด้วย จำเลยทั้ง ๔ ไม่ยอมลง เจ้าพนักงานที่ดินจึงขอคำสั่งศาลว่าจะจัดการประการใด ศาลเรียกโจทก์จำเลยมาสอบถามและมีความเห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความหาได้มีเจตนายกกรรมสิทธิ์ทางเดินให้แก่โจทก์ไม่ คำร้องของโจทก์เป็นการขัดกับเจตนาของสัญญา ศาลชั้นต้นจึงสั่งว่าไม่อาจจัดการให้โจทก์ได้ สุดแต่จะดำเนินคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เรื่องนี้เป็นกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล อยู่ในข้อที่ได้รับการยกเว้น ไม่ถือเป็นการฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๘(๑) เมื่อศาลมีคำสั่งให้ดำเนินคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ขึ้น ไม่เป็นการต้องห้าม พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ จำเลยทั้ง ๔ ฎีกาว่า เป็นการฟ้องซ้ำ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าขุนสุรมัทยากรทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งที่ดินที่โฉนดที่ ๗๗๓ ให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่ครึ่งหนึ่งทางด้านหลังของที่ดิน และยอมให้ทางเดินเข้าออกให้แก่โจทก์ทางด้านตะวันออกของที่ดินเป็นเนื้อที่ ๖ ศอกด้วย ศาลพิพากษาตามยอมไปแล้ว ขุนสุรมัทยากรยังไม่ได้แบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ก็มาถึงแก่กรรมเสีย โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้ง ๔ ซึ่งเป็นทายาทไปลงชื่อในคำขอจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินเพื่อขอรับโฉนดที่ออกใหม่ จำเลยทั้ง ๔ ไม่ยอมรับรองว่าที่ดินทางเดินกว้าง ๖ ศอกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จึงเป็นการผิดความประสงค์ของขุนสุรมัทยากรและละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยคัดค้านขัดขวาง คือ เท่ากับอ้างว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแต่จำเลยทั้ง ๔ กลับโต้แย้งกรรมสิทธิ์ที่ดินทางเดินของโจทก์ และกลับคัดค้านขัดขวางในการที่โจทก์เข้าครอบครองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินทางเดินดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้กล่าวหาว่าจำเลยทั้ง ๔ ละเมิดสิทธิของโจทก์ขึ้นใหม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยขึ้นเป็นอีกคดีหนึ่งได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1138/2509 นางง้อ สนธิสุต โจทก์ นางชูจิตต์ กรรณสูต ที่ 1 นายวิชัย จะวะสิตหรือมัทยากร ที่ 2 นายวิชา จะวะสิตหรือมัทยากร ที่ 3 นางเป้า จะวะสิตหรือมัทยากร ที่ 4 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางง้อ สนธิสุต · 1 - นางชูจิตต์ กรรณสูต ที่ · 2 - นายวิชัย จะวะสิตหรือมัทยากร ที่ · 3 - นายวิชา จะวะสิตหรือมัทยากร ที่ · จำเลย - นางเป้า จะวะสิตหรือมัทยากร ที่ 4
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วงษ์ วีระพงศ์ · อรรถไพศาลศรุดี · มณี ชุติวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครปฐม - นายรื่น วิไลขนม์ · ศาลอุทธรณ์ - นายถาวร หุตะโกวิท
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 2570/2554ฎีกา 345/2495ฎีกา 2779/2544ฎีกา 26/2524ฎีกา 4742/2553ฎีกา 945/2504ฎีกา 1030/2509ฎีกา 2585/2525ฎีกา 3195/2540ฎีกา 5283/2540ฎีกา 3785/2545ฎีกา 7706/2548ฎีกา 1182/2491ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 1228/2539ฎีกา 1081/2549ฎีกา 1642/2545ฎีกา 261/2506ฎีกา 1592/2521ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา