⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 140/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 140/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ได้ยินมาว่าเป็นข่าวเล่าลือ ไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริง และไม่ถือเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือเกลียดชัง

ย่อคำพิพากษา

ฎีกาโจทก์ที่ว่า โจทก์ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่าจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อพนักงานสอบสวน จำเลยต้องมีความผิดตามมาตรา 172,174 นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริง เมื่อศาลล่างทั้ง 2 วินิจฉัยต้องกันว่า จำเลยมิได้กล่าวยืนยันข้อเท็จจริง ไม่เป็นการแจ้งความเท็จ พิพากษายกฟ้อง ฎีกาโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 จำเลยถูกพนักงานสอบสวนสอบสวนเป็นพยานในคดีที่โจทก์กับพวกเป็นจำเลยต้องหากระทำผิดวางเพลิง จำเลยให้การว่า "ข้าพเจ้าเองเมื่อนางแอ๊ดเล่าให้ฟังเช่นนี้มีความรู้สึกสงสัยอยู่เพราะข้าพเจ้าเองก็เคยทราบจากชาวตลาดล่ำลือกันอยู่แล้วว่านายห้างศรีอัมฤทธิ์ผู้นี้ได้จ่ายเงินห้าหมื่นบาทให้นายเสรี อิทธสมบัติ (โจทก์) เป็นค่าจ้างในการวางเพลิงครั้งนี้ แต่ข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเป็นความจริงเพียงใด" ดังนี้ จำเลยกล่าวแต่เพียงว่าเป็นข่าวเล่าลือ ไม่ใช่ผู้หนึ่งผู้ใดรู้เห็นมาบอกเล่าจำเลย ไม่ใช่คำบอกเล่าที่กล่าวให้ผู้ฟังเชื่อตามคำจำเลย จำเลยถูกสอบสวนเป็นพยานจึงให้การต่อเจ้าพนักงาน ไม่กระทำให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจหรือเชื่อว่าโจทก์ได้รับเงินค่าจ้างวางเพลิงเผาตลาดได้ เพราะเป็นแต่ข่าวเล่าลือ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ตามมาตรา 326.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.219 ประมวลกฎหมายอาญา ม.326

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจเอาความซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จอาจทำให้โจทก์และประชาชนเสียหาย แจ้งต่อร้อยตำรวจเอกชาลีพนักงานสอบสวนมีใจความสำคัญว่า นายห้างศรีอัมฤทธิ (อมร เทพรัตยาภรณ์ จำเลยที่ ๑ ในคดีอาญาดำที่ ๓๒/๒๕๐๗) ได้จ่ายเงินให้นายสมาส อมาตยกุล (อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด) หนึ่งแสนบาท และพันตำรวจเอกสุวัฒน์(อดีตผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด)ห้าหมื่นบาท สำหรับออกหนังสือรับรองไปให้กับบริษัทประกันภัย และจ่ายเงินห้าหมื่นบาทให้โจทก์เป็นค่าจ้างวางเพลิงเผาตลาดเมืองร้อยเอ็ด ร้อยตำรวจเอกชาลีได้จดถ้อยคำของจำเลยในบันทึกคำให้การพยานในการสอบสวนเป็นความเท็จจริงทั้งสิ้น ไม่มีเหตุการณ์ดังจำเลยแจ้ง เป็นการใส่ร้ายนายอมร นายสมาส พันตำรวจเอกสุวัฒน์และโจทก์ให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เพื่อให้โจทก์ได้รับโทษทางอาญา ขอให้ลงโทษตามาตรา ๑๗๒,๑๗๔(๒),๓๒๖,๙๐ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาปรึกษาแล้ว ที่ฎีกาโจทก์ข้อแรกยกตัวบทประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗๒,๑๗๔ ขึ้นมากล่าวไว้แล้วโต้เถียงว่าโจทก์ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่าจำเลยได้แจ้งความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา(ข้อความทำนองเดียวกับที่กล่าวในฟ้อง) ต่อร้อยตำรวจเอกชาลีพนักงานสอบสวน จำเลยต้องมีความผิดตามมาตราดังกล่าวนั้นเห็นว่า ศาลล่างทั้ง ๒ วินิจฉัยต้องกันว่า จำเลยมิได้กล่าวยืนยันข้อเท็จจริง ไม่เป็นการแจ้งความเท็จ พิพากษายกฟ้อง ฎีกาโจทก์ข้อนี้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๑๙ ฎีกาอีกข้อหนึ่งที่ว่า แม้ถ้อยคำของจำเลยจะเป็นคำบอกเล่าก็ตาม ก็เป็นการกระทำโดยเจตนาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๙ จำเลยย่อมผิดตามมาตรา ๓๒๖ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยถูกร้อยตำรวจเอกชาลีสอบสวนเป็นพยานในคดีที่โจทก์กับพวกเป็นจำเลยต้องหากระทำผิดวางเพลิงตามสำนวนคดีดำที่ ๓๒/๒๕๐๗ จำเลยให้การว่า นางแอ๊ดได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับพันตำรวจโทธวัชชัยบอกเล่าแก่นางแอ๊ดให้จำเลยฟัง ไม่มีข้อความเกี่ยวกับตัวโจทก์ แต่ตอนท้ายคำให้การจำเลยกล่าวเกี่ยวถึงตัวโจทก์ว่า "ข้าพเจ้าเอง เมื่อนางแอ๊ดได้เล่าให้ฟังเช่นนี้มีความรู้สึกสงสัยอยู่ เพราะข้าพเจ้าเองก็เคยทราบจากชาวตลาดล่ำลือกันอยู่แล้วว่า นายห้างศรีอัมฤทธิ์ผู้นี้ได้จ่ายเงินห้าหมื่นบาทให้นายเสรี อิทธสมบัติ(โจทก์) เป็นค่าจ้างในการวางเพลิงครั้งนี้ แต่ข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเป็นความจริงเพียงใด" เห็นได้ชัดว่าจำเลยกล่าวแต่เพียงว่าเป็นข่าวเล่าลือ ไม่ใช่ผู้หนึ่งผู้ใดรู้เห็นมาบอกเล่าจำเลย ไม่ใช่คำบอกเล่าที่กล่าวให้ผู้ฟังเชื่อตามคำจำเลย จำเลยถูกสอบสวนเป็นพยานจึงให้การต่อเจ้าพนักงาน ไม่กระทำให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจหรือเชื่อว่าโจทก์ได้รับเงินค่าจ้างวางเพลิงเผาตลาดได้ เพราะเป็นแต่ข่าวเล่าลือกันเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังตามมาตรา ๓๒๖ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 140/2509 นายเสรี อิทธสมบัติ โจทก์ นายเฉียงคุงหรือเฉียงคงหรืออิดฮุย แซ่โง้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเสรี อิทธสมบัติ · จำเลย - นายเฉียงคุงหรือเฉียงคงหรืออิดฮุย แซ่โง้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรรถไพศาลศรุดี · มณี ชุติวงศ์ · วงษ์ วีระพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายเรืองสวัสดิ์ พรหมสาขา ณ สกล · ศาลอุทธรณ์ - นายวิริยะ เกิดศิริ.
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3901/2545ฎีกา 2360/2539ฎีกา 106/2506ฎีกา 7651/2552ฎีกา 218/2555ฎีกา 110/2516ฎีกา 1211/2536ฎีกา 1499/2531ฎีกา 9435/2554ฎีกา 1782/2493ฎีกา 2826/2524ฎีกา 1105/2519ฎีกา 191/2520ฎีกา 686/2523ฎีกา 858/2523ฎีกา 767/2490ฎีกา 34/2491ฎีกา 7603/2551ฎีกา 2172/2537ฎีกา 2887/2540ฎีกา 3789/2532ฎีกา 1342/2517ฎีกา 3050/2544ฎีกา 1821/2493
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา