⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1601/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1601/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานตำรวจเชื่อโดยสุจริตว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำความผิดและมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของที่ได้มาจากการกระทำความผิดซ่อนอยู่ การจับกุมบุคคลนั้นย่อมชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 70

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นฟังว่า "ฯลฯ ขณะจับก็ยังพบ(โจทก์)คาดเข็มขัดตำรวจและมีนาฬิกาข้อมือที่ตามวิทยุว่าถูกลักมาอยู่ด้วยดังนี้ โจทก์ย่อมจะต้องถูกจับอยู่เองเป็นธรรมดา" ดังนี้ แม้นาฬิกาที่จับได้จากโจทก์เป็นยี่ห้อวิลน่า ส่วนตามวิทยุสั่งจับนั้นเป็นยี่ห้อฮอนซ่าก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่ฟังว่า จำเลยพบโจทก์มีนาฬิกาข้อมือตรงกับที่วิทยุว่านาฬิกาข้อมือเป็นของที่ถูกลัก อันเป็นข้อสังเกตเบื้องต้นประกอบข้อพิรุธอื่น ๆ ของโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์เป็นพลตำรวจสำเริงซึ่งต้องหาว่าลักนาฬิกาข้อมือเท่านั้น ศาลชั้นต้นมิได้ฟังเลยไปถึงว่านาฬิกาที่โจทก์ใส่อยู่นั้นเป็นของร้าย อันเป็นของกลางที่จับได้จากโจทก์อย่างใด หาเป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนไม่ จำเลยเข้าใจว่า คำสั่งของร้อยตำรวจเอกสุรพลผู้ทำการแทนผู้กำกับที่สั่งให้จำเลยไปจับกุมโจทก์นั้นเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้วิทยุสั่งจับมิได้มีข้อความแสดงว่าได้ออกหมายจับแล้ว กรณีก็ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 70 จำเลยไม่ต้องรับโทษ(อ้างฎีกาที่ 1135/2508) ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า " ฯลฯ ในเรื่องสาเหตุจำเลยที่ 2 ก็สามารถนำนางสาวน้อยหรือแมวมาเบิกความแสดงความบริสุทธิ์ได้อีกว่า แท้จริงจำเลยกับนางสาวน้อยหรือแมวไม่ได้เคยรู้จักกันเลย ฯลฯ " ดังนี้ เมื่อนางสาวน้อยหรือแมวซึ่งจำเลยนำสืบเบิกความว่าไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน คดีจึงมีคำพยานสนับสนุนให้ศาลชั้นต้นฟังว่านางสาวแมวไม่รู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อนไม่เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.77 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.70

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองรับราชการเป็นตำรวจภูธรประจำสถานีตำรวจภูธร รู้ดีว่าตนไม่มีอำนาจมีเจตนาให้โจทก์ถูกคุมขัง แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าโจทก์มีชื่อว่าพลตำรวจสำเริง จับโจทก์มายังสถานีตำรวจในข้อหาว่าลักทรัพย์แล้วหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ ถึง ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๑๐,๘๓ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลแขวงราชบุรีรับอุทธรณ์โจทก์ข้อกฎหมาย ๒ ข้อ คือ : - ๑. ศาลชั้นต้นฟังว่า "ฯลฯ ขณะจับก็ยังพบว่า(โจทก์)คาดเข็มขัดตำรวจและมีนาฬิกาข้อมือที่ตามวิทยุว่าถูกลักมาอยู่ด้วย ดังนี้ โจทก์ย่อมจะถูกจับกุมอยู่เองเป็นธรรมดา ฯลฯ" แต่นาฬิกาที่จับได้จากโจทก์เป็นยี่ห้อวิลน่า ส่วนตามวิทยุสั่งจับนั้นยี่ห้อฮอนซ่า จึงไม่ใช่ของร้าย การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเป็นการคลาดเคลื่อนนอกท้องสำนวน ๒. ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า "ฯลฯ ในเรื่องสาเหตุ จำเลยที่ ๒ ก็สามารถนำนางสาวน้อยหรือแมวมาเบิกความแสดงความบริษัทได้อีกว่าแท้จริงจำเลยที่ ๒ กับนางสาวน้อยหรือแมวไม่ได้เคยรู้จักกันเลย ฯลฯ" แต่นางสาวน้อยหรือแมวซึ่งจำเลยนำสืบเบิกความว่า เพิ่งรู้จักโจทก์ เมื่อราว ๓ เดือนก่อนที่จะมาเป็นพยานที่ศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นเวลาภายหลังการจับกุมและนางสาวน้อยที่โจทก์ว่าก็ไม่มีใครเรียกว่าแมว นอกจากโจทก์คนเดียว จำเลยที่ ๒ จะรู้ได้อย่างไรว่าพยานชื่อแมว พยานจึงไม่ใช่นางแมวที่โจทก์กล่าวถึง ที่ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยที่ ๒ กับนางแมวไม่รู้จักกันและไม่มีเรื่องที่โจทก์จะหึงจำเลยที่ ๒ ก็เป็นการคลาดเคลื่อนนอกท้องสำนวนเช่นเดียวกัน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยนอกคำพยานหลักฐานในสำนวน พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ในเรื่องนาฬิกาข้อมือนั้น ศาลชั้นต้นเพียงแต่ฟังว่าจำเลยพบโจทก์มีนาฬิกาข้อมือตรงกับที่วิทยุว่านาฬิกาข้อมือเป็นของที่ถูกลัก อันเป็นข้อสังเกตุเบื้องต้นประกอบข้อพิรุธอื่น ๆ ของโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์เป็นพลตำรวจสำเริงซึ่งต้องหาว่าลักนาฬิกาเท่านั้น ศาลชั้นต้นมิได้ฟังเลยไปว่านาฬิกาที่โจทก์ใส่อยู่นั้นเป็นของร้ายอันเป็นของกลางที่จับได้จากโจทก์แต่อย่างใด หาเป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนไม่ ข้อที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่มีเหตุที่จะจับโจทก์ได้เพราะวิทยุสั่งจับมิได้มีข้อความแสดงว่าได้ออกหมายจับนั้น เห็นว่า ตามพฤติการณ์ที่ปรากฏ จำเลยย่อมเข้าใจว่าคำสั่งของร้อยตำรวจเอกสุรพลผู้ทำการแทนผู้กำกับการที่สั่งให้จำเลยไปจับกุมโจทก์นั้นเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะนอกจากเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาให้จำเลยกระทำการอันเป็นหน้าที่ของจำเลยแล้ว ยังมีวิทยุโทรศัพท์จากกรมตำรวจสั่งให้มาจับอีกด้วย แม้วิทยุมิได้แจ้งว่าได้ออกหมายจับแล้ว กรณีก็ต้องด้วยมาตรา ๗๐ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งจำเลยไม่ต้องรับโทษ(อ้างฎีกาที่ ๑๑๓๕/๒๕๐๘) ในเรื่องสาเหตุ นางสาวสุรีย์หรือน้อยหรือแมวที่จำเลยนำสืบ ก็เบิกความว่าไม่เคยรู้จักจำเลยที่ ๒ มาก่อน คดีจึงมีคำพยานสนับสนุนให้ศาลชั้นต้นฟังว่านางสาวแมวไม่รู้จักจำเลยที่ ๒ มาก่อน ไม่เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1601/2509 นายลำใย วงศ์ด้วง โจทก์ พลตำรวจวัชรินทร์ เส็งคุ้มหอม ที่ 1 พลตำรวจบุญมี สิทธิฉ่ำ ที่ 2 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายลำใย วงศ์ด้วง · 1 - พลตำรวจวัชรินทร์ เส็งคุ้มหอม ที่ · ล. - พลตำรวจบุญมี สิทธิฉ่ำ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โพยม เลขยานนท์ · มณี ชุติวงศ์ · วงษ์ วีระพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงราชบุรี - นายสุรเจตน์ วิชิตชลชัย · ศาลอุทธรณ์ - นายเสนีย์ วาทิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 185/2535ฎีกา 824/2535ฎีกา 8080/2538ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1148/2534ฎีกา 2963/2535ฎีกา 2252/2560ฎีกา 831/2541ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 435/2535ฎีกา 1618/2499ฎีกา 1813/2531ฎีกา 10552/2553ฎีกา 2724/2519ฎีกา 413/2536ฎีกา 2386/2541ฎีกา 2027/2536ฎีกา 47/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา