⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 497/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 497/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ขอถอนการบังคับคดีในส่วนของผู้ร้องบางคนไปก่อน เพื่อไปดำเนินคดีใหม่กับผู้ร้องเหล่านั้น ไม่ถือเป็นการสละสิทธิ์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเดิม โจทก์ยังคงมีสิทธิขอให้ศาลบังคับคดีตามคำพิพากษาเดิมต่อไปได้ ตราบใดที่จำเลยและบริวารยังคงครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์อยู่ และยังมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา

ย่อคำพิพากษา

คดีฟ้องขับไล่ในชั้นบังคับคดี ศาลชั้นต้นแนะนำว่าโจทก์ควรดำเนินคดีกับผู้ร้องใหม่เพราะเลขบ้านเป็นคนละเลขกับที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ โจทก์แถลงว่าเห็นด้วยและไม่ติดใจบังคับคดีสำหรับผู้ร้องทั้ง 5 คน โดยโจทก์จะดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นต่างหาก โจทก์ขอถอนการบังคับคดี ศาลอนุญาต แม้โจทก์ยอมรับจะทำดังนั้น หาใช่เป็นการสละสิทธิ์ไม่บังคับคดีไม่ โจทก์ยังต้องการที่จะให้ผู้เช่าหรือผู้อยู่ในสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกไปเพื่อจำเลยจะได้รื้อออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามคำบังคับ เป็นแต่ว่าจะหาวิธีบังคับในคดีนี้ได้หรือว่าจะต้องฟ้องใหม่ เมื่อโจทก์เห็นว่ายังมีทางบังคับในคดีนี้ได้ โจทก์ย่อมขอให้บังคับคดีในคดีนี้ได้อีก เพราะตราบใดที่จำเลยและบริวารยังอยู่บนที่ดินของโจทก์ ยังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ย่อมขอให้ศาลบังคับคดีได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แม้จะร้องขอให้บังคับคดีมาแล้วไม่เป็นผล ก็ขอให้บังคับคดีใหม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินที่จำเลยเช่าจากโจทก์ คือ ที่ดินโฉนดที่ ๑๗๓๓ ตำบลมหาพฤฒาราม อำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร และเรียกเงินที่ค้างค่าเช่า จำเลยต่อสู้ว่าได้ใช้ที่เช่าปลูกบ้านอยู่อาศัยและมิได้ผิดนัดชำระราคาค่าเช่า ถึงวันนัดชี้สองสถาน โจทก์จำเลยตกลงกันได้และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลได้พิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมามีบริวารอีก ๕ รายไม่ยอมออก ศาลหมายเรียกมาสอบถาม ทั้ง ๕ รายร้องว่าตนมิใช่บริวาร ศาลจึงนัดไต่สวน ในวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นแนะนำว่า โจทก์ควรดำเนินคดีกับผู้ร้องใหม่ เพราะเลขบ้านเป็นคนละเลขกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์แถลงว่าเห็นด้วย และไม่ติดใจบังคับคดีสำหรับผู้ร้องทั้ง ๕ คน ในบ้านเลขที่ ๙๙,๑๐๗ และ๑๑๓ โดยโจทก์จะดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีกันขึ้นต่างหาก โจทก์ขอถอนการบังคับคดีศาลอนุญาต ครั้นต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าตามรายงานของศาลที่โจทก์จะดำเนินคดีฟ้องผู้ร้องทั้ง ๕ คนในบ้านเลขที่ ๙๙,๑๐๗ และ ๑๑๓ เป็นคดีต่างหาก จึงขอถอนการบังคับคดีเสียนั้น ต่อมาทนายโจทก์ได้สอบถามข้อเท็จจริงและตรวจสำนวนปรากฏว่าฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ ๑๑๕ ถนนมหาพฤฒาราม แต่ขอให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดที่ ๑๗๓๓ ตำบลมหาพฤฒาราม ส่วนบ้านเลขที่ ๑๑๕ ดังกล่าวเป็นที่อยู่ของจำเลยในขณะยื่นฟ้องเท่านั้น บ้านจะเป็นเลขที่เท่าใดก็ตาม ที่ปลูกสร้างบนที่ดินที่เช่ารายนี้ย่อมเป็นของจำเลยที่ก่อสร้างขึ้น บรรดาผู้อยู่ในบ้านดังกล่าวก็ย่อมตกเป็นบริวาร เหตุที่โจทก์ยอมตามคำแนะนำของศาลเพราะโจทก์หลงผิด จึงขอให้เรียกผู้ร้องทั้ง ๕ คนนี้มาสอบถามและดำเนินการบังคับคดีในฐานะบริวารจำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อโจทก์ขอถอนการบังคับคดีกับบุคคลทั้ง ๕ ไปแล้วเพื่อจะไปฟ้องร้องเป็นคดีต่างหาก จะมาขอบังคับคดีใหม่อีกไม่ได้ ให้ยกคำร้องเสีย โจทก์อุทธรณ์คำสั่งว่า ในชั้นบังคับคดี โจทก์จะถอนคำร้องชั่วคราว งดการบังคับชั่วคราวได้ภายในอายุความการบังคับคดี หาทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปไม่ เมื่อโจทก์ขอบังคับตามคำพิพากษา ชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีตามที่โจทก์ร้องขอได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยและบริวารยอมออกและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ศาลได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด คำพิพากษาตามยอมย่อมผูกพันบริวารของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒(๑) และ ๑๔๕ วรรค ๒ คือ บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยที่อยู่บนที่ดินโฉนดที่ ๑๗๓๓ ซึ่งไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้ โจทก์ได้ขอบังคับคดีให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ การที่ผู้ร้องทั้ง ๕ อ้างว่าอยู่ในอาคารหมายเลขใดก็ดี หรือเหตุที่ยกขึ้นอ้างในการอยู่ในอาคารนั้นเพราะเหตุใดก็ดี ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีจะต้องไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องได้อยู่บนที่ดินของโจทก์ที่ศาลพิพากษาให้ออกไปนี้หรือไม่ และแสดงอำนาจพิเศษได้หรือไม่ การที่ศาลแนะนำให้โจทก์ไปฟ้องเป็นคดีใหม่เพราะเหตุเลขบ้านต่างกัน แม้โจทก์ยอมรับจะทำดังนั้น หาใช่เป็นการสละสิทธิไม่บังคับคดีดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ โจทก์ยังต้องการที่จะให้ผู้เช่าหรือผู้อยู่ในสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกไป เพื่อจำเลยจะได้รื้อออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามคำบังคับ เป็นแต่ว่าจะหาวิธีบังคับในคดีนี้ได้ หรือจะต้องฟ้องใหม่ เมื่อโจทก์เห็นว่ายังมีทางบังคับในคดีนี้ได้ โจทก์ย่อมขอให้บังคับคดีในคดีนี้ได้อีก เพราะตราบใดที่จำเลยและบริวารยังอยู่บนที่ดินของโจทก์ ยังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ย่อมขอให้ศาลบังคับคดีได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แม้จะร้องขอให้บังคับคดีมาแล้วไม่เป็นผล ก็ขอให้บังคับคดีใหม่ได้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วในคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๔๔/๒๕๐๗ ระหว่างนายสละ โยธาสมุทร กับพวก โจทก์ นายวรสิงห์ ฟูตระกูล กับพวก จำเลยโดยหลักเดียวกัน โจทก์เคยแถลงไว้ว่าจะฟ้องผู้ร้องทั้ง ๕ คนเป็นคดีใหม่ เพื่อให้ออกไปจากที่พิพาท เมื่อคำพิพากษาในคดีนี้มีทางบังคับได้แล้ว โจทก์ก็ไม่จำต้องไปฟ้อง อาจกลับมาใช้วิธีบังคับคดีในคดีนี้อีกได้ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่โจทก์ขอบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้ง ๕ ต่อไป. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 497/2509 หม่อมเจ้ารัตโนภาศ กาญจนะวิชัย โจทก์ นายตั้นตงเฮง แซ่ตั้ง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - หม่อมเจ้ารัตโนภาศ กาญจนะวิชัย · จำเลย - นายตั้นตงเฮง แซ่ตั้ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พจน์ ปุษปาคม · บุศย์ ขันธวิทย์ · เกษม ทิพยจันทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเจริญ ปันยารชุน · ศาลอุทธรณ์ - นายสุธี โรจนธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3219/2534ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2345/2540ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 4470/2543ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542ฎีกา 2002/2511ฎีกา 497/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา