คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914-915/2509
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สมรสหย่าขาดจากกันแล้ว แต่ยังคงอยู่กินฉันสามีภริยาและร่วมกันทำมาหาได้ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างนั้นถือเป็นสินสมรสที่คู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เจ้าหนี้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิยึดทรัพย์สินส่วนของลูกหนี้ได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์จำเลยหย่าขาดจากสามีภริยากัน แต่มิได้แบ่งทรัพย์สินกัน เมื่อหย่ากันแล้วโจทก์กับสามียังคงอยู่ด้วยกันและมีบุตรอีก 2 คน โจกท์ได้เอาเงินที่มิได้แบ่งเมื่อตอนหย่าและเป็นเงินที่โจทก์กับสามีทำมาหาได้ด้วยกันมาซื้อที่ดินและปลูกเรือนพิพาทอยู่ด้วยกันกับสามี เป็นการแสดงว่าโจทก์กับสามีแสดงเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินและเรือนพิพาท เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของสามีมีสิทธินำเจ้าพนักงานยึดทรัพย์พิพาทส่วนของสามีได้ โจทก์มีสิทธิเพียงแต่ร้องขอกันส่วนของโจทก์เท่านั้น ไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาท
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสองสำนวนนี้ศาลรวมพิจารณาพิพากษา และเรียกนางอุดม สายชนะ ว่าโจทก์ เรียกนางเพิ่ม พันธสีมา ว่าจำเลยที่ ๒
สำนวนแรก จำเลยที่ ๒ ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและเรือน พิพาทเพื่อขายทอดตลาดอ้างว่าเป็นทรัพย์ของนายจันทร์ลูกหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์ในคดีนี้ร้องว่าทรัพย์ที่ถูกยึดเป็นของโจทก์ ขอให้ปล่อยทรัพย์
จำเลยที่ ๒ ให้การว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของนายจันทร์ ขอให้ยกคำร้อง
สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ โดยได้รับความยินยอมจากจำเลย ที่ ๑ ซึ่งเป็นสามี ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นของโจทก์และโจทก์ตั้งใจจะขายเอาเงินไปชำระราคาที่ดินและเรือน ทำให้โจทก์ขายไม่ได้และถูกริบเงินมัดจำค่าที่ดินและเรือน การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหาย แม้นายจันทร์จำเลยจะเคยเป็นสามีโจทก์มาก่อน ก็ได้หย่าขาดจากกันแล้ว ไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาท
จำเลยทั้งสองให้การว่า ทรัพย์ที่จำเลยนำยึดเป็นของนายจันทร์ นายจันทร์นำไปเป็นประกันเงินกู้ที่นายจันทร์ยืมจำเลยไป โจทก์กับนายจันทร์ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่ ทรัพย์ที่จำเลยนำยึดเป็นทรัพย์ที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ไม่อาจจะซื้อขายกันได้ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า การที่โจทก์กับนายจันทร์จดทะเบียนหย่าขาดจากกันนั้น ไม่มีเจตนาหย่ากันจริงจัง เป็นการแสดงเจตนาลวง การหย่าเป็นโมฆะ ทรัพย์พิพาทจึงยังคงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายจันทร์ โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึด ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เมื่อทรัพย์พิพาทยังเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายจันทร์ แม้โจทก์จะได้รับความเสียหาย โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยให้ยกคำร้องและฟ้องของโจทก์
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์กับนายจันทร์ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ยังมิได้มีการแบ่งทรัพย์สินกัน โจทก์ได้เอาเงินที่โจทก์กับนายจันทร์ทำมาหาได้ด้วยกันและโจทก์ได้แอบเก็บไว้ก่อนหย่าไปซื้อที่ดินและปลูกเรือนพิพาท แล้วโจทก์กับนายจันทร์อยู่ด้วยกันเป็นการแสดงว่าโจทก์กับนายจันทร์แสดงเจตนาเป็นเจ้าของรวมกันในที่ดินและเรือนพิพาท จำเลยมีสิทธินำเจ้าพนักงานยึดทรัพย์พิพาทส่วนของนายจันทร์ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาท คงมีแต่สิทธิร้องขอกันส่วนของโจทก์เท่านั้น การกระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิด โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย
พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะร้องขอกันส่วนของตนตามกฎหมาย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914 - 915/2509
นางเพิ่ม พันธสีมา โจทก์
นายจันทร์ สายชนะ จำเลย
นางอุดม สายชนะ ผู้ร้องขัดทรัพย์
นางอุดม สายชนะ โจทก์
นายเลี่ยม พันธสีมา ที่ 1
นางเพิ่ม พันธสีมา ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางเพิ่ม พันธสีมา · จำเลย - นายจันทร์ สายชนะ · ผู้ร้องขัดทรัพย์ - นางอุดม สายชนะ · โจทก์ - นางอุดม สายชนะ · 1 - นายเลี่ยม พันธสีมา ที่ · จำเลย - นางเพิ่ม พันธสีมา ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | บุศย์ ขันธวิทย์ · พจน์ ปุษปาคม · เกษม ทิพยจันทร์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายแถม กุลนานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายกิ่ง ศาลิคุปต์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา