⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1281-1283/2493

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1281-1283/2493

ป.พ.พ. ม.110, 132, 354 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.55, 57

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาเช่าทรัพย์สิ้นสุดลง ผู้เช่าเดิมไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าจากผู้เช่าช่วงอีกต่อไป และผู้เช่าช่วงที่ชำระค่าเช่าให้แก่ผู้เช่าเดิมหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดไปแล้ว ผู้เช่ารายใหม่ก็ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเช่าดังกล่าวจากผู้เช่าเดิมได้ เนื่องจากไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกัน

ย่อคำพิพากษา

เช่าทรัพย์สินจากเจ้าของทรัพย์มาแล้วให้เช่าช่วง เมื่อหมดสัญญาเช่าแล้วเจ้าของทรัพย์กลับให้คนอื่นเป็นผู้เช่าแทนส่วนผู้เช่าช่วงยังคงเป็นคนเดิม ดังนี้ ผู้เช่าคนแรกจะเรียกค่าเช่าจากผู้เช่าช่วง ตั้งแต่วันที่ สัญญาของตนกับเจ้าของทรัพย์สิ้นสุดลงแล้ว ต่อไปอีกไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้ ถ้าผู้เช่าช่วงชำระค่าเช่าให้แก่ผู้เช่าคนก่อนสำหรับการเช่าภายหลังสัญญาที่ผู้เช่าคนก่อนกับเจ้าของทรัพย์สิ้นอายุแล้วก็ดี ผู้เช่าคนใหม่ก็ไม่มีสิทธิมาฟ้องผู้เช่าคนก่อนเรียกค่าเช่าที่ผู้เช่าช่วงชำระไปแก่ผู้เช่าคนก่อนได้ เพราะผู้เช่าคนก่อนกับผู้เช่าคนใหม่ไม่มีนิติสัมพันธ์กันอย่างใด และการที่ผู้เช่าคนก่อนรับชำระค่าเช่าไว้จากผู้เช่าช่วง ก็ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดต่อผู้เช่าคนใหม่แต่อย่างใด ผู้เช่าคนก่อนฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างจากผู้เช่าช่วง ผู้เช่าคนใหม่ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วย แม้ศาลจะตัดสินให้ผู้เช่าช่วงชำระค่าเช่าที่ค้างแก่ผู้เช่าคนก่อนก็เป็นหนี้เฉพาะตัวผู้เช่าช่วง ผู้เช่าคนใหม่ไม่ต้องรับผิดในหนี้ส่วนตัวระหว่างผู้เช่าช่วงกับผู้เช่าคนก่อนด้วย สัญญาเช่าข้อหนึ่งมีข้อความว่า "ทรัพย์สินที่ผู้รับเช่าได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมหรือนำมาติดต่อเป็นเครื่องประกอบตกแต่งในโรงมหรสพก็ดี ผู้รับเช่ายอมยกให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ให้เช่าทั้งสิ้น แต่ทรัพย์สิ่งใดที่ผู้แสดงมหรสพนำมาใช้ เพียงเพื่อประกอบการแสดงของตนนั้นอยู่นอกสัญญานี้ฯ" ดังนี้ เมื่อปรากฏเพียงแต่ว่าเป็นทรัพย์ของผู้เช่า ซึ่งผู้เช่านำเข้ามาในโรงมหรสพเท่านั้น จึงยังไม่พอที่จะชี้ขาดว่า ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของโรงมหรสพ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.110 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.132 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.354 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.564

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.110 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.132 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

นายงู้โคย นางเพ็กจูฟ้องนายเชียวว่า โจทก์ได้เช่าตึกแถวและโรงมหรศพจากนายบุญรอด ชูเกษ กับพวก แล้วเอามาให้จำเลยเช่าช่วงเดือนละ 500 บาท และจำเลยเช่าสิ่งของต่าง ๆ ของโจทก์เดือนละ 2,400 บาท กับตกลงเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างตำรวจรักษาการคนละครึ่ง ค่าไฟฟ้าที่ใช้เกินจากกำหนด จำเลยต้องเสีย จำเลยไม่ชำระค่าเช่าสิ่งของและค่าใช้จ่ายให้โจทก์ จึงขอให้จำเลยใช้เงินที่ค้างชำระรวม 25,908 บาท 50 สตางค์ จำเลยให้การต่อสู้ว่า ผู้ให้เช่าเลิกการเช่ากับโจทก์แล้วจำเลยจึงชำระค่าเช่าแก่ผู้เช่าคนใหม่ กับฟ้องแย้งเรียกเงินที่วางประกันจากโจทก์ 3,000 บาทคืน อีกสำนวนหนึ่ง นายสุทิพย์ ชูเกษ เป็นโจทก์ฟ้องนายงู้โคยนายอาซำ นางเพ็กจู ว่า โจทก์ได้ผูกขาดการเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรายเดียวกับสำนวนแรกจากนายบุญรอด ชูเกษกับพวกซึ่งเป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่โจทก์เก็บไม่ได้มี 6 ราย เป็นเงิน 3,825 บาทเพราะจำเลยแย่งเก็บ ขอให้ศาลแสดงว่า โจทก์ผู้เดียวมีสิทธิในการให้เช่า และให้จำเลยใช้เงิน 3,825 บาท จำเลยต่อสู้ว่า นายสุทิพย์ กับจำเลยไม่มีสิทธิและหน้าที่ผูกพันกันเลย ต่อมานายสุพิทย์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีแรกศาลสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นเห็นว่า สัญญาเช่าระหว่างนายงู้โคยกับนายบุญรอดหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2489 จึงเรียกค่าเช่าจากนายเชียวได้เพียงนั้น จึงพิพากษาให้นายเชียวใช้เงินแก่นายงู้โคยกับพวก18,691 บาท 95 สตางค์ พร้อมทั้งดอกเบี้ยให้นายงู้โคยกับพวกคืนเงินประกัน 3,000 บาทแก่นายเชียวและให้นายงู้โคยกับพวกคืนเงินค่าเช่าให้นายสุพิทย์ 3,465 บาท ห้ามนายงู้โคยกับพวกเกี่ยวข้องในการเก็บค่าเช่าในทรัพย์รายนี้ นายงู้โคยกับพวก และนายเชียวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าไฟฟ้าว่า นายเชียวไม่ต้องรับผิดใช้ค่าแรงไฟฟ้าให้โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2490 เป็นต้นไป นายงู้โคย กับพวกฎีกา ศาลฎีกา เห็นว่า (1) นายสุพิทย์ กับนายงู้โคยนั้นไม่มีนิติสัมพันธ์กันอย่างใดเลย การที่นายงู้โคยไปเรียกเก็บค่าเช่าจากผู้เช่าห้องทั้ง 6 รายนี้ หากเป็นการกระทำโดยมิได้มีอำนาจตามกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ผู้เช่าเหล่านั้นจะพึงใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากนายงู้โคยเองการกระทำของนายงู้โคยดังกล่าวแล้ว จะถือเป็นละเมิดต่อนายสุพิทย์ยังไม่ได้ ไม่มีทางที่นายสุพิทย์จะมาเรียกร้องเงินจำนวนนี้จากนายงู้โดย (2) เห็นว่าสัญญาเช่าระหว่างนายงู้โคยกับเจ้าของทรัพย์สิ้นสุดแล้ว นายเชียวก็ทำสัญญากับผู้มีสิทธิให้เช่าคนใหม่แล้วก็เป็นกรณีที่นายงู้โคยไม่ได้ให้นายเชียวได้ใช้หรือได้รับประโยชน์อย่างใดในทรัพย์สินนั้นตามสัญญาเช่าที่เคยทำไว้ นายงู้โคยจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเช่าจากนายเชียว และแม้นายงู้โคยจะมีสิทธิได้ค่าเช่าในสิ่งของส่วนของตน แต่นายงู้โคยก็ตีราคาค่าเช่าไม่ถูก (เพราะให้เช่าร่วมกับทรัพย์ของเจ้าของทรัพย์) คดีจึงไม่มีทางบังคับให้นายเขียวรับผิดใช้ค่าเช่าสิ่งของอุปกรณ์ของนายงู้โคย (3) สัญญาเช่าทรัพย์ข้อหนึ่งมีความว่า "ทรัพย์สินที่ผู้รับเช่าได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมหรือนำมาติดต่อเป็นเครื่องประกอบตกแต่งในโรงมหรศพก็ดี ผู้รับเช่ายอมยกให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ให้เช่าทั้งสิ้น แต่ทรัพย์สิ่งใดที่ผู้แสดงการมหรสพนำมาใช้เพียงเพื่อประกอบการแสดงของคนนั้นย่อมอยู่นอกสัญญานี้ฯ" ศาลฎีกาเห็นว่า ทรัพย์ที่จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของตามสัญญา จะต้องเป็นทรัพย์ที่ผู้เช่าได้นำมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งของของผู้ให้เช่า หรือนำมาเพิ่มเติมทรัพย์สิ่งของของผู้ให้เช่า หรือเป็นทรัพย์ที่นำมาติดต่อเป็นเครื่องประกอบตกแต่งในโรงมหรศพ มิใช่ว่าทรัพย์สิ่งของทุกสิ่งที่เข้ามาในโรงมหรสพแล้ว ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของโรงมหรสพ ฉะนั้นเพียงแต่ปรากฎว่าเป็นทรัพย์ของผู้เช่า ซึ่งผู้เช่านำเข้ามาในโรงมหรสพ จึงไม่พอที่จะชี้ขาดว่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของโรงมหรสพ และคดียังไม่มีประเด็นว่ากล่าวกันว่าทรัพย์สิ่งใดเป็นของใคร ที่ศาลล่างชี้ขาดในข้อนี้มาไม่ชอบ (4) ในเรื่องเงินวางประกัน 3,000 บาท ตามข้อสัญญามีว่าเมื่อครบกำหนดการเช่า ผู้เช่าจะต้องมอบสิ่งของของผู้ให้เช่าเรียบร้อยแล้ว จึงจะรับเงินคืนไป แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยยังไม่ได้มอบสิ่งของคืนโจทก์ จำเลยจึงยังไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำคืน (5) หนี้ที่นายเชียวจำเลยเป็นหนี้นายงู้โคยนั้น เป็นหนี้เฉพาะตัวนายเชียว แม้นายสุพิทย์จะเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ก็ไม่ทำให้นายสุพิทย์เกิดความรับผิดในหนี้ส่วนตัว ตามสัญญาระหว่างโจทก์กับนายเชียว (6) เรื่องค่าแรงไฟฟ้า ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกข้อที่ชี้ขาดว่า สิ่งของเครื่องอุปกรณ์ทั้งหมดในโรงมหรสพเป็นของเจ้าของโรงมหรสพเสียให้ยกฟ้องแย้งของนายเชียวที่ขอให้โจทก์คืนเงินประกัน 3,000 บาท ให้ยกฟ้องนายสุพิทย์เสีย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1281 - 1283/2493 นายงู้โคย แซ่แต้ ที่ 1 นางเพ็กจู แซ่แต้ ที่ 2 โจทก์ นายเชียว เจงเลียก จำเลย นายสุพิทย์ ชูเกษ โจทก์ นายงู้โคย แซ่แต้ ที่ 1 นายอาซำ แซ่แต้ ที่ 2 จำเลย นางเพ็กจู แซ่แต้ ที่ 3 จำเลย นายงู้โคย แซ่แต้ ที่ 1 นางเพ็กจู แซ่แต้ ที่ 2 โจทก์

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายงู้โคย แซ่แต้ ที่ 1 นางเพ็กจู แซ่แต้ ที่ 2 · จำเลย - นายเชียว เจงเลียก · โจทก์ - นายสุพิทย์ ชูเกษ · จำเลย - นายงู้โคย แซ่แต้ ที่ 1 นายอาซำ แซ่แต้ ที่ 2 · จำเลย - นางเพ็กจู แซ่แต้ ที่ 3 · โจทก์ - นายงู้โคย แซ่แต้ ที่ 1 นางเพ็กจู แซ่แต้ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประวัติ ปัตตพงศ์ · มนูภันย์วิมลสาร · นนทปัญญา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2295/2526ฎีกา 3947/2533ฎีกา 1216/2538ฎีกา 6296/2545ฎีกา 3806/2549ฎีกา 9/2532ฎีกา 1712/2539ฎีกา 4161/2532ฎีกา 5034/2533ฎีกา 558/2509ฎีกา 5692/2538ฎีกา 883/2518ฎีกา 142/2492ฎีกา 4976/2536ฎีกา 1798/2506ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา