⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 558/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 558/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ขายมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่นนั้น ผู้ซื้อย่อมได้กรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนที่ผู้ขายมีอยู่จริงตามที่ตกลงกันในสัญญา.

ย่อคำพิพากษา

สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยมีความว่า "ผู้ขายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ 9017 ร่วมกับผู้อื่นรวม 6 คน บัดนี้ ผู้ขายตกลงขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ขายซึ่งมีอยู่ในโฉนดดังกล่าวแล้วแก่ผู้ซื้อในราคา 50,000 บาท การโอนที่ดินเฉพาะส่วนทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะทำการโอนและรับโอนภายในเวลา 2 ปี ที่ดินส่วนของผู้ขายที่จะขายนั้น ผู้ซื้อได้เช่าปลูกอาคารลงไว้แล้วก่อนวันทำสัญญานี้" ดังนี้ สัญญามีความหมายชัดเจนว่า โจทก์ซื้อเฉพาะส่วนของจำเลยที่มีอยู่ในโฉนดรวมกับผู้อื่นอีก 5 คน ส่วนของจำเลยนี้ก็คือหนึ่งในหกของที่ดินทั้งหมด ไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงว่าหนึ่งในหกของที่ดินตอนที่โจทก์เช่าปลูกอาคารไว้แล้ว.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.11 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.117 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.132 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.453

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๙๐๑๗ เนื้อที่ ๒ งาน ๓๔ ๙/๑๐ วา รวมกับผู้อื่นอีก ๕ คน จำเลยทำสัญญาจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของจำเลยแก่โจทก์ราคา ๕๐,๐๐๐ บาท ชำระเงินแล้ว ๓๐,๐๐๐ บาท ที่ดินที่จะขายโจทก์ได้เช่าอาคารอยู่แล้ว จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมโอนขายที่ดิน กลับแบ่งแยกออกเป็นโฉนดที่ ๑๒๓๐๙ เนื้อที่ ๓๒ ๖/๑๐ ตารางวา และมีชื่อผู้อื่นอีก ๑ คน คงเหลือส่วนของจำเลยที่จะขายให้โจทก์เพียง ๑๖ ๓/๑๐ ตารางวา ไม่ถึง ๓๙ ๓/๑๐ ตารางวา ตามส่วนที่สัญญาไว้ ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยตามโฉนดที่ ๙๐๑๗ เนื้อที่ ๒๓ ส่วนใน ๒๐๒ ๓/๑๐ ตารางวา ซึ่งเหลือจากการแยกเป็นโฉนดที่ ๑๒๓๐๙ และโอนที่ดินตามโฉนดที่ ๑๒๓๐๙ ครึ่งหนึ่ง เนื้อที่ ๑๖ ๓/๑๐ ส่วนใน ๒๐๒ ๓/๑๐ รวมเป็น ๓๙ ๓/๑๐ ตามที่สัญญาขายแก่โจทก์ และรับเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทที่ค้างชำระ ให้เสียค่าปรับ ๖๐,๐๐๐ บาทตามสัญญา จำเลยให้การว่า จำเลยกับพี่น้องอีก ๕ คนหาได้มีส่วนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้คนละเท่า ๆ กันไม่ ของจำเลยขณะนั้นมีเพียงเนื้อที่ ๑๖ ๓/๑๐ ตารางวาเท่านั้น จึงได้ทำสัญญาโดยไม่ระบุเนื้อที่หรือส่วนได้เท่ากับคนอื่น ซึ่งโจทก์ก็ทราบ และเข้าใจกันอยู่ว่าจะซื้อขายเท่าที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์อยู่เพียง ๑๖ ๓/๑๐ ตารางวา แต่ต้องแบ่งแยกเสียก่อน เพราะเจ้าของมีส่วนไม่เท่ากัน การแบ่งแยกช้ากว่า ๒ ปี โดยไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใด ที่โฉนด ๑๒๓๐๙ แบ่งแยกออกมามีเนื้อที่ ๓๒ ๖/๑๐ ตารางวา มีชื่อจำเลยกับนางสาวอำไพมีส่วนคนละ ๑๖ ๓/๑๐ ตารางวา ก็เพราะโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินเดิมไว้ ๗๒ ตารางวา โจทก์ตกลงและยอมรับเอาโฉนดที่ ๑๒๓๐๙ ไปเก็บไว้ ที่ดินอีก ๒๓ ส่วนใน ๒๐๒ ๓/๑๐ เป็นส่วนที่จำเลยเพิ่งได้รับมาภายหลังที่ทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิจะได้รับโอนเท่าที่ฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์จำเลยเจตนาตกลงจะซื้อขายที่ดินของจำเลยหนึ่งในหกของที่ที่โจทก์เช่าปลูกอาคารไว้แล้ว เฉพาะตรงที่โจทก์เช่าปลูกตึกแถวเท่านั้น จำเลยไม่ผิดสัญญา พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยมีข้อความว่า "ข้อ ๑ ผู้ขายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ ๙๐๑๗ ฯลฯ ร่วมกับผู้มีชื่อรวม ๖ คน ฯลฯ ข้อ ๒ บัดนี้ ผู้ขายตกลงขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ขายซึ่งมีอยู่ในโฉนดดังกล่าวแล้วแก่ผู้ซื้อในราคาเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ฯลฯ การโอนที่ดินเฉพาะส่วนทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะทำการโอนและรับโอนภายในเวลา ๒ ปี ฯลฯ ข้อ ๖ ที่ดินส่วนของผู้ขายที่จะขายนั้น ผู้ซื้อได้เช่าปลูกอาคารไว้แล้วก่อนวันทำสัญญานี้" ข้อสัญญาดังกล่าวนี้มีความชัดว่าโจทก์ซื้อเฉพาะส่วนของจำเลยที่มีอยู่ในโฉนดรวมกับผู้อื่นอีก ๕ คน ส่วนของจำเลยนี้ก็คือหนึ่งในหกของที่ดินทั้งหมด ไม่มีข้อความตอนใดเลยที่แสดงว่าหนึ่งในหกของที่ดินตอนที่โจทก์เช่าปลูกอาคารไว้แล้ว ความในข้อ ๖ นั้นก็ไม่แสดงว่าซื้อขายส่วนของจำเลยเฉพาะหนึ่งในหกของที่ดินส่วนที่โจทก์เช่าปลูกอาคารไว้แล้ว แต่แสดงว่าส่วนของจำเลยหนึ่งในหกของที่ดินโฉนดรายนี้ที่ซื้อนั้น คือตอนที่ได้เช่าปลูกอาคารไว้แล้ว เพราะโจทก์เช่ากับเจ้าของร่วมทั้ง ๖ คน ๗๒ ตารางวา และปลูกอาคารไว้แล้วบางส่วน โจทก์จำเลยจึงประสงค์ให้ส่วนที่จะขายอยู่ตรงที่ปลูกอาคารไว้แล้วนั้น ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายมาด้วยนั้น ไม่ได้ความว่าโจทก์เสียหายอันควรได้รับเบี้ยปรับหรือค่าทดแทนอย่างไร พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดที่ ๑๒๓๐๙ ส่วนของจำเลยที่แยกออกจากโฉนดที่ ๙๐๑๗ ตามฟ้องให้โจทก์ และโอนส่วนของจำเลยในโฉนดที่ ๙๐๑๗ อีก ๒๓ ส่วนใน ๒๐๒ ๓/๑๐ ส่วนแก่โจทก์ โดยโจทก์ชำระเงินที่ค้าง ๒๐,๐๐๐ บาทแก่จำเลย คำขอให้จำเลยเสียค่าปรับให้ยกเสีย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 558/2509 นายกิมฮวด แซ่จิว โจทก์ นางสาวยุพา ทียาพันธ์หรือแซ่อึ้ง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายกิมฮวด แซ่จิว · จำเลย - นางสาวยุพา ทียาพันธ์หรือแซ่อึ้ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จิตติ ติงศภัทิย์ · เสนอ บุณยเกียรติ · เพรียง โรจนรัส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครปฐม - นายไพบูลย์ เพียรรู้จบ · ศาลอุทธรณ์ - นายไฉน บุญยก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 142/2492ฎีกา 7257/2557ฎีกา 2694/2535ฎีกา 591/2531ฎีกา 681/2506ฎีกา 824/2545ฎีกา 231/2482ฎีกา 7122/2545ฎีกา 2763/2536ฎีกา 4590/2553ฎีกา 3760/2533ฎีกา 912/2490ฎีกา 1037/2540ฎีกา 2794/2526ฎีกา 1061/2511ฎีกา 4176/2530ฎีกา 2610/2538ฎีกา 6103/2545ฎีกา 723/2492ฎีกา 2752/2522ฎีกา 2591/2543ฎีกา 271/2507ฎีกา 8604/2544ฎีกา 245/2506
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา