⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2560/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2560/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่พระภิกษุจำพรรษาอยู่ที่วัด ถือเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ และทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศโดยมิได้ทำพินัยกรรม จะตกเป็นสมบัติของวัด. การครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของผู้อื่นโดยปราศจากความยินยอม ถือเป็นการละเมิด และสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการละเมิดนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาท.

ย่อคำพิพากษา

พระภิกษุจำพรรษาอยู่ที่วัดโจทก์ จึงเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 44 เดิม(มาตรา 37 ที่แก้ไขใหม่) เมื่อพระภิกษุมรณภาพโดยมิได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินและตึกแถวพิพาทซึ่งได้มาระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ จึงตกเป็นสมบัติของโจทก์ตาม มาตรา 1623 สัญญาจะซื้อขาย ผู้จะซื้อไม่มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์ที่จะซื้อจะขายโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของทรัพย์ การอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยเจ้าเจ้าไม่ยินยอมเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิเป็นการละเมิดต่อพระภิกษุซึ่งเป็นเจ้าของ และการมรณภาพของพระภิกษุ ไม่เป็นเหตุให้การละเมิดสิ้นสุดลง เมื่อต่อมาที่ดินและตึกแถวตกเป็นสมบัติของโจทก์ จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทต่อไป ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ส่วนสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยทำละเมิดเพราะอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทขณะเป็นสมบัติของพระภิกษุก็ตกเป็นมรดกของโจทก์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.37 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1600 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1623

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าพระภิกษุสมาน จนทศิริ หรือท่านพ่อเณรสมบูรณ์จริงจำพรรษาอยู่ที่วัดโจทก์ตลอดมา และถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชราโดยมิได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใด ภายหลังพระภิกษุสมานมาณภาพ ตึกแถวและที่ดินดังกล่าวพร้อมสิทธิต่าง ๆ จึงเป็นมรดกและตกได้แก่โจทก์ โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากตึกแถวและที่ดินนั้นพร้อมเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเดือนละ 2,000 บาทนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2529 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2530 เป็นเงิน44,000 บาท แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวตามฟ้อง ห้ามเกี่ยวข้อต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 44,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและตึกแถวตามฟ้อง จำเลยให้การว่าที่ดินและตึกแถวตามฟ้องเป็นของท่านพ่อเณรสมบูรณ์จริง ซึ่งมิได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่ดินและตึกแถวพิพาทย่อมไม่ตกเป็นสมบัติของโจทก์เมื่อท่านพ่อเณรสมบูรณ์จริงมรณภาพทั้งท่านพ่อเณรสมบูรณ์จริงได้ตกลงจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยแล้วเมื่อ พ.ศ. 2527 ในราคา 250,000 บาท จำเลยได้ชำระราคาแล้ว 230,000 บาท จำเลยได้ชำระราคาแล้ว 230,000 บาทจำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและตึกแถวพิพาทตามสิทธิในสัญญาจะซื้อจะขายไม่เป็นละเมิด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวพิพาท ห้ามเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 44,000 บาท แก่โจทก์ และชดใช้ต่อไปเดือนละ 2,000 บาทนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินและตึกแถวพิพาทส่วนคำขอเรียกดอกเบี้ยของเงิน 44,000 บาท เป็นการซ้ำซ้อนกับค่าเสียหายไม่คิดให้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นของพระภิกษุสมานจำเลยอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาท พระภิกษุสมานเคยมอบอำนาจให้นายคุ้ม ปานเนาว์ ฟ้องจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 153/2530 หมายเลขแดงที่ 571/2530 แต่ได้ขอถอนฟ้องไปภายหลังจากพระภิกษุสมานมรณภาพ พระภิกษุสมานจำพรรษาอยู่ที่วัดโจทก์และวินิจฉัยว่า วัดโจทก์เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุสมานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 44 เดิม (มาตรา 37 ที่แก้ไขใหม่)ดังนั้น เมื่อพระภิกษุสมานมรณภาพโดยมิได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินและตึกแถวพิพาท ซึ่งพระภิกษุสมานได้มาระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ที่ดินและตึกแถวพิพาทจึงตกเป็นสมบัติของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 และวินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อขายผู้จะซื้อไม่มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์ที่จะซื้อขายโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของทรัพย์ ดังนั้นพระภิกษุสมาน ตกลงจะขายที่ดินและตึกแถวให้จำเลยจริงหรือไม่จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย จำเลยอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยพระภิกษุสมานมิได้ยินยอมการที่จำเลยอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทย่อมเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิเป็นการละเมิดต่อพระภิกษุสมานการมรณภาพของพระภิกษุสมาน ไม่เป็นเหตุให้การละเมิดดังกล่าวสิ้นสุดลง เมื่อที่ดินและตึกแถวพิพาทตกเป็นสมบัติของโจทก์ จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทต่อไป ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ส่วนสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยกระทำละเมิดเพราะอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทขณะเป็นสมบัติของพระภิกษุสมานก็ตกเป็นมรดกของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2560/2536 วัด ศรีบุญเรือง โจทก์ นาย สมาน ศ รี ลับ ซ้าย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - วัด ศรีบุญเรือง · จำเลย - นาย สมาน ศ รี ลับ ซ้าย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อัมพร ทองประยูร · สกล เหมือนพะวงศ์ · พิมล สมานิตย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2755/2523ฎีกา 3504/2543ฎีกา 5319/2539ฎีกา 2358/2518ฎีกา 3329/2526ฎีกา 4228/2550ฎีกา 243/2497ฎีกา 3097/2530ฎีกา 10312/2559ฎีกา 418-419/2518ฎีกา 3947/2533ฎีกา 1216/2538ฎีกา 1920/2531ฎีกา 6296/2545ฎีกา 4161/2532ฎีกา 1730/2520ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 2580/2544ฎีกา 79/2486ฎีกา 3375/2532ฎีกา 4976/2536ฎีกา 170/2497ฎีกา 942-943/2515
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา