⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3504/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3504/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หากก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น เจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว แต่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นสังกัดอยู่จะต้องรับผิดแทนตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

ย่อคำพิพากษา

การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงยกฟ้องโจทก์นั้น แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยไม่ใช้รูปแบบคำพิพากษา ก็ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 141 แต่ประการใด ส่วนการที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย คือ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 และสั่งพักราชการโจทก์ การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ราชการทั้งสิ้น ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20, 21, 22 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในมูลละเมิดที่จำเลยทั้งสามกระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ แต่อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐได้ ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น ไม่ว่าการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยและคำสั่งพักราชการโจทก์จะกระทำไปโดยถูกต้อง หรือปราศจากอำนาจหรือเป็นการจงใจทำละเมิดต่อจำเลยก็ตาม โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องให้หน่วยงานของรัฐรับผิด แต่จะฟ้องจำเลยทั้งสามไม่ได้ ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดในข้อกฎหมายเบื้องต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 แล้วพิพากษายกฟ้อง การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องไว้ เป็นการอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227 ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้าย ป.วิ.พ. แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้อย่างคดีมีทุนทรัพย์ซึ่งไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรย่อมมีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.18 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.24 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.141 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.227 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม.5 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม.8 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม.20 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม.21 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม.22

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายและจงใจให้โจทก์เสียหาย กล่าวคือจำเลยที่ 1 ทำบันทึกถึงจำเลยที่ 2 กล่าวหาว่าโจทก์ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนหมิ่นประมาทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจนเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง และสั่งการให้จำเลยที่ 2 สืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของโจทก์ แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยเจตนาไม่สุจริตได้รายงานต่อจำเลยที่ 1 ว่า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมีความเห็นว่า โจทก์กล่าวข้อความหมิ่นประมาทจำเลยที่ 1 จริง จำเลยที่ 1 จึงออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยโจทก์ และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ยังออกคำสั่งพักราชการโจทก์ด้วย จนโจทก์ครบเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2541 อันเป็นการจงใจร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 593,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหายดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามประกาศขอขมาโจทก์ในหนังสือพิมพ์รายวันและรายสัปดาห์ วิทยุและโทรทัศน์ไม่น้อยกว่า 7 ครั้ง เป็นเวลาครั้งละไม่น้อยกว่า 7 วัน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาเพื่อเยียวยาแก้ไขให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะเดิม และให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดกฎ ระเบียบ และมาตรการป้องกันมิให้นักการเมืองใช้อำนาจข่มเหงรังแกข้าราชการประจำอีกต่อไป ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามตามที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ ซึ่งหากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสามก็ชอบที่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยทั้งสามกระทำต่อโจทก์ แต่จะฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดต่อโจทก์ไม่ได้ ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ววินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดเป็นส่วนตัวและยกฟ้องโจทก์นั้น แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยไม่ใช้รูปแบบคำพิพากษาก็ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. แต่ประการใด จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามที่โจทก์อุทธรณ์ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันรับผิดในมูลละเมิดที่จำเลยทั้งสามกระทำต่อโจทก์ เนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสามไม่ใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 นั้น ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20, 21 และ 22 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และกำหนดให้จำเลยที่ 2 ในฐานะปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในกระทรวงดังกล่าวรองลงมาจากจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและขึ้นตรงต่อจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุโจทก์รับราชการในกรมตำรวจ จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ เมื่อมีกรณีที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยที่ 1 จึงออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยโจทก์ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รายงานข้อเท็จจริงต่อจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์กล่าวข้อความหมิ่นประมาทจำเลยที่ 1 จริง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ออกคำสั่งพักราชการโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ราชการทั้งสิ้น กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ที่บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้?" โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในมูลละเมิดที่จำเลยทั้งสามกระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ แต่อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ได้ อนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม และพิพากษายกฟ้อง เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในข้อกฎหมายเบื้องต้นอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องโจทก์ไว้ดำเนินคดีต่อไป เป็นการอุทธรณ์คำสั่งตามมาตรา 227 ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้าย ป.วิ.พ. มิใช่เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ ซึ่งไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรย่อมมีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ได้ พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นนี้ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3504/2543 พลตำรวจเอกสล้าง บุนนาค โจทก์ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พลตำรวจเอกสล้าง บุนนาค · จำเลย - พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กำพล ภู่สุดแสวง · กนก พรรณรักษา · ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายจักรกฤช เจริญเลิศ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 6746/2538ฎีกา 6105/2531ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 4484/2536ฎีกา 1687/2497ฎีกา 226/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา