⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1134/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1134/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนฝ่ายที่ชนะคดีตามราคาทรัพย์ที่พิพาท

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า ที่พิพาทเป็นทรัพย์สินของกองมรดกอยู่ ยังไม่ตกได้แก่จำเลยขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทยังไม่ตกได้แก่จำเลย และให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าที่จำเลยรับไว้จากผู้เช่าพร้อมทั้งดอกเบี้ย ให้แก่ผู้จัดการมรดกเป็นผู้เก็บรักษาไว้ จำเลยต่อสู้ว่าที่พิพาทตกได้แก่จำเลยตามพินัยกรรมของเจ้ามรดกแล้ว เงินค่าเช่าที่พิพาทที่จำเลยรับไว้ก็ตกเป็นของจำเลยด้วย ศาลจึงกำหนดประเด็นที่โจทก์จำเลยจะนำสืบไว้ว่า ที่ดินวังพิพาทยังเป็นของกลางของทายาทหรือตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยตามพินัยกรรมแล้ว จำเลยแถลงต่อศาลขอยืนยันให้ศาลชี้ขาดกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปตามจำเลยให้การต่อสู้ ดังนี้ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลี้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลเมื่อจำเลยแพ้คดีชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจใช้ดุลยพินิจให้จำเลยเสียค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ได้ และเมื่อเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จำเลยจึงต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ตามราคาทรัพย์ที่พิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.141 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.150 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.167

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติตามคำสั่งศาล ไม่จัดการมรดกให้เป็นไปตามกฎหมาย แล้วยังมีเจตนาไม่สุจริต ประสงค์จะเบียดบังยักยอกผลประโยชน์รายได้จากทรัพย์มรดกเป็นของจำเลยเองและอ้างว่าทรัพย์มรดกได้ตกแก่จำเลยแล้ว เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และกระทำผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทและจะได้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่สมควรจะเป็นผู้จัดการมรดกขอให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งโจทก์ทั้ง ๖ คนหรือคนใดคนหนึ่งตามที่ศาลจะเห็นสมควรเป็นผู้จัดการมรดก กับให้จำเลยคืนเงินที่รับไว้จากผู้เช่าที่พิพาทอันเป็นมรดกตามพินัยกรรมให้แก่ผู้จัดการมรดกที่รับแต่งตั้งจากศาลเป็นผู้เก็บรักษาไว้ จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรม ย่อมรับผลตามพินัยกรรมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผู้เคยมีสิทธิอาศัยองค์อื่นต้องสิ้นชีพตักษัยไปหมดเสียก่อนเพราะเมื่อผู้มีสิทธิอาศัยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับภายใน ๑๐ ปี สิทธินั้นก็สิ้นสุดลงเพราะอายุความ จำเลยเป็นผู้ใกล้ชิดกับสิทธิรับมรดกมากที่สุด ไม่มีใครสมควรจะจัดการมรดกยิ่งกว่าจำเลย โจทก์เป็นผู้ไม่สมควรเข้ามาเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามราคาที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้วพิพากษาว่า ที่พิพาทยังไม่ตกเป็นสิทธิแก่จำเลย โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์อยู่ด้วยตามความในเงื่อนไขพินัยกรรมนั้น ย่อมมีสิทธิที่จะป้องกันการทำให้เสื่อมเสียประโยชน์อันโจทก์จะพึงได้แต่ความสำเร็จแห่งเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖ ทรัพย์พิพาทเป็นมรดกของกลางในระหว่างเงื่อนไขยังไม่สำเร็จ จำเลยจึงเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลและต้องจัดการทรัพย์นี้อย่างเป็นทรัพย์มรดกจนกว่าจะถึงเวลาที่เงื่อนไขสำเร็จ ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงหรือถอดถอนผู้จัดการมรดกตามฟ้องโจทก์ ให้จำเลยจัดการทรัพย์มรดกไปตามนัยที่พิพากษานี้ จำเลยอุทธรณ์ ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะที่ให้จำเลยเสียค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความแทนโจทก์เป็นว่าไม่ต้องเสียแทนโจทก์หรือเสียเพียงภายในจำนวนที่ศาลชั้นต้นควรจะเรียกจากโจทก์ได้ตามกฎหมายและให้คำนวณค่าทนายความเสียใหม่ โดยถือว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์หรือทุนทรัพย์ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นควรเรียกค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยเสียค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐๐ บาท แทนโจทก์นั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทย์ฟ้องว่าที่พิพาทเป็นทรัพย์สินของกองมรดกอยู่ยังไม่ตกได้แก่จำเลยขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทยังไม่ตกได้แก่จำเลยและให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าที่จำเลยรับไว้จากผู้เช่าพร้อมกับดอกเบี้ย ให้แก่ผู้จัดการมรดกเป็นผู้เก็บรักษาไว้ จำเลยต่อสู้ว่าที่พิพาทตกได้แก่จำเลยตามพินัยกรรของเจ้ามรดกแล้วเงินค่าเช่าที่พิพาทที่จำเลยรับไว้ก็ตกเป็นของจำเลยด้วย ศาลจึงกำหนดประเด็นที่โจทก์จำเลยจะสืบได้ว่า ที่ดินวังพิพาทยังเป็นของกลางของทายาทหรือตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยตามพินัยกรรมแล้ว จำเลยแถลงต่อศาลขอยืนยันให้ศาลชี้ขาดกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปตามจำเลยให้การต่อสู้ ดังนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื่องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยเสียค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐๐ บาทแทนโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้นจำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาล เมื่อจำเลยแพ้คดีชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจใช้ดุลยพินิจให้จำเลยเสียค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ได้ และเมื่อเป็นดคีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จำเลยจึงต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ตามราคาทรัพย์ที่พิพาท พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1134/2510 หม่อมราชวงศ์ทวีโภค เกษมศรี ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน โจทก์ หม่อมเจ้าสโมสรเกษม เกษมศรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - หม่อมราชวงศ์ทวีโภค เกษมศรี ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน · จำเลย - หม่อมเจ้าสโมสรเกษม เกษมศรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน เกษคุปต์ · จิตติ ติงศภัทิย์ · วิเชียร เศวตรุนทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายพจน์ ปุษปาคม · ศาลอุทธรณ์ - นายไฉน บุญยก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4526/2536ฎีกา 1177-1178/2511ฎีกา 7158/2538ฎีกา 2909/2524ฎีกา 5324/2537ฎีกา 1195/2512ฎีกา 388-389/2511ฎีกา 4810/2542ฎีกา 6809/2541ฎีกา 1010/2539ฎีกา 5523/2536ฎีกา 5882/2541ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2467/2526ฎีกา 4024/2536ฎีกา 5640/2540ฎีกา 2303/2533ฎีกา 1398/2493ฎีกา 6746/2538ฎีกา 469/2531ฎีกา 7168/2542ฎีกา 2627/2522ฎีกา 420/2501ฎีกา 1145/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา