⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5117/2562

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5117/2562

ป.อาญา ม.3, 78, 83 ฯลฯ · พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.3, 14

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ข่มขู่ให้บุคคลที่อยู่ในความดูแลของผู้อื่นยอมมาหาตน แล้วกระทำการอันไม่สมควรทางเพศ ถือเป็นการพรากบุคคลนั้นไปจากอำนาจปกครองของผู้อื่นแล้ว

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้มีการกระทำอันเป็นการพาโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากบ้านของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยตรงก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยอมมาหาที่บ้านแล้วกระทำการอันไม่สมควรทางเพศต่อเนื้อตัวร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ยังอยู่ในความดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา โดยให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตกอยู่ในอำนาจควบคุมของจำเลยที่ 1 และจำยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารต่อโจทก์ร่วมที่ 1 อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำอันเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคแรก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.141 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.276 ประมวลกฎหมายอาญา ม.318 ประมวลกฎหมายอาญา ม.326 ประมวลกฎหมายอาญา ม.328 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.3 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.14 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 ม.11

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.141 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 และ 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 318, 326 และ 328 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนเริ่มสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนอาจเข้าถึงได้ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาว ห. ผู้เสียหายที่ 1 และนาง น. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ส่วนข้อหาอื่นผู้เสียหายที่ 1 ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ส่วนข้อหาอื่นผู้เสียหายที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่ง ขอให้จำเลยทั้งสอง (ที่ถูกจำเลยที่ 1) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 200,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 100,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้องขอของผู้เสียหายที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำร้องขอของโจทก์ร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลใดๆ อันมีลักษณะลามกและประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก ดังที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก บิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายเพราะผู้เยาว์ที่อยู่ในอำนาจปกครองของตนถูกพรากไป ดังนี้ โจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาโจทก์ร่วมที่ 1 เท่านั้นจึงเป็นผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องผู้กระทำความผิดดังกล่าว โจทก์ร่วมที่ 1 บุตรโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ที่ถูกพรากไปมิใช่ผู้เสียหายในความผิดนี้ โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก มีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์ร่วมที่ 1 มาหาจำเลยที่ 1 โดยเต็มใจหรือไม่ เห็นว่า ตามปกติแล้วบุคคลที่ถูกหลอกลวงเมื่อรู้ความจริง น่าจะต้องแปลกใจและมีการพูดสอบถามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเพราะนอกจากรูปร่างหน้าตาจำเลยที่ 1 จะไม่เหมือนกับภาพในเฟซบุ๊กแล้วจำเลยที่ 1 ยังเป็นคนพิการเดินไม่ได้ ไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 1 จะไม่มีอาการแปลกใจและไม่มีการสอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงขัดต่อเหตุผล ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ รวมถึงที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า ก่อนที่โจทก์ร่วมที่ 1 จะมาพบเป็นครั้งแรก โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่เคยส่งภาพใด ๆ มาให้จำเลยที่ 1 นั้นก็ขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การ ที่ว่า ขณะที่ติดต่อกันผ่านเฟซบุ๊กและโทรศัพท์คุยกันโดยไม่เห็นหน้านั้น โจทก์ร่วมที่ 1 เคยส่งภาพถ่ายมาให้ตนดูรวมถึงมีภาพเปลือยที่ตนนำไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊กสาธารณะด้วย ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 มีมารดาเข้าร่วมฟังการสอบสวนและลงชื่อในฐานะผู้ดูแลคนพิการไว้ด้วย ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถูกข่มขู่ จูงใจ หรือบังคับให้ให้การแต่ประการใด ทั้งยังให้การไว้หลังจากเกิดเหตุเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2557 ไม่นาน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเวลาที่จะหาข้ออ้างแก้ต่างให้ตนพ้นผิด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนหน้าที่โจทก์ร่วมที่ 1 จะไปพบจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 มีภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่แล้ว การที่โจทก์ร่วมที่ 1 เดินทางไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้าน ไม่ว่าจะเต็มใจไปหาเพราะคิดว่าจำเลยที่ 1 คือชายหน้าตาดีที่ตนคุยด้วยผ่านทางเฟซบุ๊กหรือถูกข่มขู่บังคับก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 มาถึงบ้านของจำเลยที่ 1 และเห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ชายหน้าตาดีตามที่ตนได้คุยด้วย ทั้งยังพิการเดินไม่ได้ รวมถึงสภาพบ้านยังมีลักษณะเป็นเพิงพักอาศัยไม่มีฝาผนังบ้านปิดอยู่ หากโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ถูกข่มขู่หรือถูกบังคับด้วยวิธีการใด และประสงค์จะกลับบ้านโดยไม่ติดต่อกับจำเลยที่ 1 อีก นั้น ย่อมกระทำได้โดยง่าย เพราะโจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มา จำเลยที่ 1 ซึ่งขาพิการย่อมไม่สามารถติดตามโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ทัน พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยินยอมเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 ทั้งๆ ที่ถูกจำเลยที่ 1 ใช้ภาพผู้อื่นที่เป็นชายหน้าตาดีหลอกลวงให้โจทก์ร่วมที่ 1 คุยด้วยนานนับเดือน นับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้ที่ถูกหลอกลวงที่จะเต็มใจเข้าไปหาด้วยตัวเอง พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 1 จำยอมเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 ครั้งแรกและจำยอมมาหาจำเลยที่ 1 ในครั้งต่อ ๆ มาเพราะถูกจำเลยที่ 1 ข่มขู่ว่าจะนำภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ไปลงเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ต่อมาว่าเมื่อภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ยอมทำตามความต้องการของจำเลยที่ 1 โดยไม่ติดต่อและไม่ไปหาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็นำภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดนี้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่นำมารับฟังสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยิ่งมีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่า สาเหตุที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยินยอมไปหาและเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 เกิดจากการถูกจำเลยที่ 1 ข่มขู่ว่าจะนำภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต โจทก์ร่วมที่ 1 มิได้เต็มใจไปหาและเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมที่ 1 อาจเดินทางไปหาจำเลยที่ 1 ด้วยความเต็มใจในฐานะคนรักหรือตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ย่อมเป็นไปได้ทั้งสองประการแล้วยกประโยชน์แห่งความสงสัยตามสมควรให้จำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย การที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงและข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ไปหาที่บ้านแล้วมีการกระทำต่อเนื้อตัวร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่เคยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความ แต่ในขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 กอดจูบลูบคลำโจทก์ร่วมที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตอบโจทก์ถามค้านว่าจำเลยที่ 1 ได้ลูบคลำหน้าอกและอวัยวะเพศโจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 หอมแก้ม จับเนื้อต้องตัว และจับหน้าอกโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวก็เป็นการกระทำอันไม่สมควรทางเพศต่อโจทก์ร่วมที่ 1 แล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้มีการกระทำอันเป็นการพาโจทก์ร่วมที่ 1 ออกมาจากบ้านของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยตรงก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยอมมาหาที่บ้านแล้วกระทำการอันไม่สมควรทางเพศต่อเนื้อตัวร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ยังอยู่ในความดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาโดยให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตกอยู่ในอำนาจควบคุมของจำเลยที่ 1 และจำยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารต่อโจทก์ร่วมที่ 1 อันเป็นการล่วงละเมิดต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 1 โดยมีเจตนาพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก อันเป็นการกระทำซึ่งเป็นการละเมิดต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ฟังขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยกับการที่โจทก์ร่วมที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านอย่างไร มีการแบ่งหน้าที่กันทำหรือร่วมกันกระทำความผิดอย่างไร ทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น โจทก์ร่วมที่ 1 นอนอยู่ในบ้านของจำเลยที่ 1 อยู่แล้ว แสดงว่าขณะนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกแยกออกจากอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาอยู่แล้ว ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 หรือไม่นั้น จึงไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่จะต้องนำมาวินิจฉัยเพราะโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 จริง ก็คงมีเพียงเจตนาข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 เท่านั้น ไม่ได้กระทำการใดอันเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก ได้ และในเมื่อพนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรามา ย่อมแสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ ไม่ว่าศาลจะพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ได้ เพราะข้อหาความผิดนี้เป็นข้อที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 11 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 318 วรรคแรก และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบมาตรา 141 (5) ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 7 กรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 28 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 2 ปี ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) แล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ มีกำหนด 9 ปี 28 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 50,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5117/2562 พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ โจทก์ นางสาว ห. กับพวก โจทก์ร่วม นาย ป. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ · โจทก์ร่วม - นางสาว ห. กับพวก · จำเลย - นาย ป. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปริญญา ดีผดุง · อธิคม อินทุภูติ · จรัญ เนาวพนานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นางสาวตรีทิพย์ วิเศษจินดา · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายไพบูลย์ ชูโชติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1535/2561

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 19406/2555ฎีกา 861/2521ฎีกา 20/2491ฎีกา 6746/2538ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1795/2493ฎีกา 647/2563ฎีกา 861/2540ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 239/2484ฎีกา 831/2532ฎีกา 2170/2517ฎีกา 11/2539ฎีกา 5806/2534ฎีกา 1857/2492ฎีกา 1271/2498
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา