คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1212/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขายทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวม จะต้องกระทำได้เฉพาะส่วนของเจ้าของรวมที่ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์รวมอยู่เท่านั้น หากเจ้าของรวมได้แบ่งทรัพย์สินกันแล้วและส่วนใดตกเป็นกรรมสิทธิ์เด็ดขาดของผู้ใด จะนำส่วนนั้นไปขายรวมกับส่วนอื่นไม่ได้
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นสั่งให้ขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลย โดยยังไม่รู้ว่าที่ดินส่วนของจำเลยเป็นดังผู้ร้องอ้างหรือเป็นดังโจทก์และจำเลยอ้าง จึงยังไม่ถูกต้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขายที่ดินทั้งแปลงโดยไม่วินิจฉัยว่าที่ดินแปลงนี้เจ้าของรวมได้แบ่งทรัพย์สินกันแล้วหรือยัง จึงไม่ถูกต้องเพราะถ้าได้แบ่งที่ดินส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องเด็ดขาดไปแล้ว จะขายที่ดินรวมถึงส่วนของผู้ร้องไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
จำเลยทำยอมใช้เงินโจทก์แล้วไม่ใช้โจทก์จึงนำยึดที่ดินพิพาท
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า โจทก์นำยึดที่ดินทั้งแปลง มิได้ยึดเฉพาะส่วนของจำเลยขอให้ยึดและขายทอดตลาดเฉพาะส่วนของจำเลย
โจทก์ให้การว่า จำเลย ผู้ร้อง และบุตรหลานจำเลย ปกครองที่พิพาทร่วมกันมา การขายทอดตลาดเฉพาะส่วนของจำเลยจะทำให้ราคาตกต่ำไม่พอกับหนี้
จำเลยแถลงว่า ที่ดินแปลงนี้ยังปกครองรวม ๆ กันอยู่ มิได้แยกกันครอบครองเป็นส่วนสัด ถ้าจะขายเฉพาะส่วนของจำเลยจะทำให้จำเลยเสียหายเพราะหาคนซื้อยากและจะได้ราคาต่ำ
ศาลชั้นต้นสั่งให้ขายเฉพาะส่วนของจำเลย
โจทก์จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยยังไม่มีการแยกครอบครองเป็นส่วนสัด ถ้าขายเฉพาะส่วนของจำเลย นอกจากจะได้ราคาต่ำแล้ว ยังต้องหักใช้หนี้จำนองโจทก์อาจต้องเสียหาย พิพากษาแก้ให้ขายทอดตลาดที่ดินที่โจทก์นำยึดทั้งแปลง
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าเรื่องนี้ ตามคำร้องผู้ร้องยืนยันว่าจำเลยและผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมคนอื่น ๆ ได้แยกการครอบครองกันเป็นสัดส่วนตามแผนที่สังเขปท้ายคำร้อง โจทก์และจำเลยก็เถียงว่า จำเลยและผู้มีกรรมสิทธิ์คนอื่น ๆ ปกครองร่วมกันมา ไม่ได้แยกการครอบครองเป็นสัดส่วน ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จึงยังโต้เถียงกันอยู่ ศาลชั้นต้นสั่งให้ขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยโดยยังไม่รู้ว่าที่ดินส่วนของจำเลยเป็นดังผู้ร้องอ้างหรือดังโจทก์และจำเลยอ้าง จึงยังไม่ถูกต้อง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขายที่ดินทั้งแปลงโดยไม่วินิจฉัยว่าที่ดินแปลงนี้เจ้าของรวมได้แบ่งทรัพย์สินกันแล้วหรือยัง ก็ไม่ถูกต้องเพราะถ้าได้แบ่งที่ดินส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องเด็ดขาดไปแล้ว ก็จะขายที่ดินรวมถึงส่วนของผู้ร้องไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ศาลอุทธรณ์อ้างนั้น ไม่มีข้อโต้เถียงว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมได้แยกการครอบครองกันเป็นสัดส่วนแล้วหรือไม่ จึงจะนำมาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ ศาลชั้นต้นยังมิได้ทำการไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง ก็ยังไม่ชอบที่จะมีคำสั่งในเรื่องนี้
พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1212/2510
นายลิขิต รักวานิช โจทก์
นายเปล่ง ป้อมป้องศึก จำเลย
นาวาอากาศตรีเปรื่อง ป้อมป้องศึก ผู้ร้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายลิขิต รักวานิช · จำเลย - นายเปล่ง ป้อมป้องศึก · ผู้ร้อง - นาวาอากาศตรีเปรื่อง ป้อมป้องศึก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ทองคำ จารุเหติ · ยง เหลืองรังษี · นิคม ชัยอาญา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายจรัญ อิศระ · ศาลอุทธรณ์ - นายประจบ เสาวรรณ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา