⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1370/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1370/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คู่ความตกลงกันให้ถือเอาคำเบิกความของพยานปากใดปากหนึ่งเป็นข้อสำคัญในการแพ้ชนะคดี ถือเป็นการสละข้ออื่น ๆ ที่ได้เสนอต่อศาลมาแล้ว และคู่ความต้องผูกพันตามคำเบิกความนั้น.

ย่อคำพิพากษา

เมื่อสืบพยานโจทก์ได้ได้สองปาก โจทก์จำเลยตกลงท้ากันว่า ถ้า ล.เบิกความว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยยอมแพ้ ถ้า ล.เบิกความว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ยอมแพ้ ดังนี้ เป็นการที่โจทก์จำเลยขอถือเอาคำเบิกความของ ล.ผู้เดียวเป็นข้อสำคัญที่จะให้โจทก์หรือจำเลยแพ้คดี และเฉพาะประการเดียวว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยเป็นการสละข้ออื่น ๆ ตามคำฟ้อง คำให้การ และพยานหลักฐานที่ได้เสนอต่อศาลมาแล้วทั้งหมด ฉะนั้น เมื่อ ล. เบิกความว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยต้องแพ้คดี จำเลยจะอุทธรณ์ฎีกาว่า คำเบิกความของ ล.ฟังไม่ได้ ขัดกับคำฟ้อง คำเบิกความของพยานโจทก์อื่นและเป็นคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานสนับสนุนหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ ได้รับมรดกจากบิดามารดา จำเลยบุกรุกไปทำนาทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นของสามีจำลย จำเลยกับสามีครอบครองประมาณ ๒๐ ปี สามีตาย จำเลยกับบุตรครอบครองตลอดมา ค่าเสียหายสูงไป คดีขาดอายุความ ศาลชั้นต้นฟังว่า พระภิกษุเลี่ยง พัทโร ซึ่งคู่ความท้ากันให้ถือพยานปากนี้เป็นสำคัญ ให้การว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยต้องแพ้คดีตามคำท้า พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์จำเลยท้ากันขอให้สืบพระภิกษุเลี่ยง พัทโร เป็นพยานร่วมกันเพียงปากเดียว หลังจากสืบพยานโจทก์ได้ ๒ ปาก ถ้าโจทก์ต้องการจะให้ศาลนำคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมาร่วมวินิจฉัย ก็น่าจะระบุไว้ด้วย แต่ตามคำท้าระบุไว้ชัดว่า ถ้าพระภิกษุเลี่ยงให้การว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยยอมแพ้ ถ้าพระภิกษุเลี่ยงให้การว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ยอมแพ้ เป็นการถือเอาคำเบิกความของพระภิกษุเลี่ยงแต่ผู้เดียวเป็นข้อสำคัญที่ศาลจะตัดสินให้โจทก์หรือจำเลยแพ้คดี และเฉพาะในประการเดียวที่ว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย สละข้ออื่น ๆ ตามฟ้อง คำให้การ และพยานหลักฐานที่เสนอต่อศาลมาแล้วทั้งหมด เมื่อพระภิกษุเลี่ยงเบิกความชัดว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ พระภิกษุเลี่ยงมอบให้โจทก์ตอนโจทก์แต่งงาน ตรงตามข้อที่ตกลงท้ากันแล้ว จำเลยต้องแพ้คดี จำเลยจะอุทธรณ์ฎีกาว่า คำเบิกความของพระภิกษุเลี่ยงฟังไม่ได้ ขัดกับฟ้อง คำเบิกความของโจทก์ที่ว่า โจทก์รับมรดกที่พิพาทจากบิดามารดาและเป็นคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานสนับสนุน ทั้งคำเบิกความของพยานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ หาได้ไม่ เพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลงท้ากัน ซึ่งมีเพียงว่าพระภิกษุเลี่ยงจะเบิกความว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยเท่านั้น ส่วนรายละเอียดว่าจะได้มาโดยเหตุอย่างใด คู่ความก็ไม่ถือว่าเป็นข้อสำคัญและสละกันแล้วโดยปริยาย จึงไม่ได้กำหนดลงไว้ในข้อหา ส่วนที่ว่าคำเบิกความของพระภิกษุเลี่ยงเป็นคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน และพยานโจทก์อื่นไม่น่าเชื่อถือ ก็ปรากฏข้อท้าให้ตกลงฟังแต่คำเบิกความของพระภิกษุเลี่ยงเพียงปากเดียว ไม่ได้ทำให้สืบหรือนำพยานอื่นมาประกอบหรือสนับสนุน สำหรับพยานโจทก์อื่นจะน่าเชื่อถือหรือไม่ ศาลมิได้นำมาวินิจฉัย ทั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงท้าของโจทก์จำเลย พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1370/2510 นายมุ่ย พัทธโร หรือพัฒโร โจทก์ นางเชือน พัทบุรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายมุ่ย พัทธโร หรือพัฒโร · จำเลย - นางเชือน พัทบุรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิเชียร เศวตรุนทร์ · จิตติ ติงศภัทิย์ · ประสม เภกะสุต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายบัญญัติ สุชีวะ · ศาลอุทธรณ์ - นายเกียรติ ผลสวัสดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 3206/2537ฎีกา 779/2532ฎีกา 685/2550ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 2501/2526ฎีกา 3350/2538ฎีกา 369/2522ฎีกา 1969/2515ฎีกา 2752/2537ฎีกา 200/2536ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6039/2537ฎีกา 2709/2538ฎีกา 541/2509ฎีกา 70/2518ฎีกา 495/2545ฎีกา 591/2513ฎีกา 312/2534ฎีกา 963/2536ฎีกา 119/2532ฎีกา 6528/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา