⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1439/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1439/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การกระทำที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด โดยต่างคนต่างกระทำลงไป มิได้สมคบร่วมรู้กันมาก่อน จะฟังว่าสมคบกันกระทำความผิดไม่ได้ 2. การใช้อาวุธปืนยิงไปยังบุคคลหลายนัด ส่อเจตนาให้เห็นว่าจำเลยตั้งใจฆ่า แต่กระสุนปืนพลาดไปถูกที่ไม่สำคัญ จึงไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยต้องมีความผิดฐานพยายามฆ่าคน

ย่อคำพิพากษา

ขณะที่ผู้ตายต่อยกับน้องภรรยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้ยิงไปก่อน 1 นัด ถูกผู้ตาย แล้วต่อมาจำเลยที่ 1 จึงได้ยิงไป ตามพฤติการณ์ดังกล่าวที่จำเลยทั้งสองยิงไปนั้นเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด โดยต่างคนต่างกระทำลงไป มิได้สมคบร่วมรู้กันมาก่อน จะฟังว่าจำเลยที่ 1 สมคบกับจำเลยที่ 2 ฆ่าผู้ตายไม่ได้ ผู้ตายมีบาดแผลถูกยิงแผลเดียว และฟังได้ว่าแผลที่ถูกยิงนั้นเป็นผลแห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวฉนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้ตาย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปยังผู้ตายกับพวกหลายนัดนั้น ส่อเจตนาให้เห็นว่าจำเลยตั้งใจฆ่า แต่กระสุนปืนพลาดไปถูกที่ไม่สำคัญ จึงไม่ถึงแก่ความตาย ดังนี้ จำเลยต้องมีความผิดฐานพยายามฆ่าคน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.60 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสมคบกับใช้อาวุธปืนสั้นยิงทำร้ายร่างกายจ่าอากาศเอก สมศักดิ์และนายมุ้ยหลายนัด โดยมีเจตนาร่วมกันจะฆ่าจ่าอากาศเอกสมศักดิ์และนายมุ้ย จ่าอากาศเอกสมศักดิ์ได้ถึงแก่ความตาย ส่วนนายมุ้ยกระสุนไม่ถูกส่วนที่สำคัญจึงไม่ตาย และกระสุนได้พลาดไปถูกนายแสวงและนายสุพินได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘-๘๓ , ๒๘๘-๖๐ , ๘๐ , ๓๓ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้เพื่อป้องกันทรัพย์สินและชีวิตของจำเลย จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ได้กระทำผิดจริง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ จำคุก ๒๐ ปี จำเลยที่ ๒ ฟังไม่ได้ว่าได้กระทำผิด ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องหรือลงโทษในสถานเบา ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ตามมาตรา ๒๘๘ ให้จำคุก ๒๐ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๒ ได้ยิงผู้ตายจริง ส่วนจำเลยที่ ๑ นั้น เห็นว่าในขณะที่ผู้ตายต่อยกับนายบุญธรรม จำเลยที่ ๒ ได้ยิงไปก่อน ๑ นัดถูกผู้ตาย แล้วต่อมาจำเลยที่ ๑ จึงได้ยิงไป ตามพฤติการณ์ดังกล่าว ที่จำเลยทั้งสองยิงไปนั้นเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดนั้น โดยต่างคนต่างกระทำลงไป หาได้สมคบร่วมรู้กันมาก่อนไม่ จะฟังว่าจำเลยที่ ๑ สมคบกับจำเลยที่ ๒ ฆ่าผู้ตายไม่ได้ ผู้ตายมีบาดแผลถูกยิงแผลเดียว และฟังได้ว่าแผลที่ถูกยิงนั้นเป็นผลแห่งการกระทำของจำเลยที่ ๒ แต่ผู้เดียว จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้ตาย แต่การที่จำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงไปยังผู้ตายกับพวกหลายนัดนั้น ส่อเจตนาว่าจำเลยตั้งใจฆ่า แต่กระสุนปืนพลาดไปถูกที่ไม่สำคัญ จึงไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าคน พิพากษาแก้ว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑๐ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฎีกาจำเลยที่ ๒ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1439/2510 อัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นายประยงค์ แซ่ลิ้ม ที่ 1 นายสมพงษ์ แซ่ลิ้ม ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดนครปฐม · 1 - นายประยงค์ แซ่ลิ้ม ที่ · จำเลย - นายสมพงษ์ แซ่ลิ้ม ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศริ มลิลา · กิตติ สีหนนทน์ · เนิ่น กฤษณะเศรนี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครปฐม - นายสุวัฒน์ รัตรสาร · ศาลอุทธรณ์ - นายพยุง วัฒนสิงหะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1560/2529ฎีกา 1597/2522ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 226/2529ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1162/2508ฎีกา 729/2483ฎีกา 582/2468ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 3237/2543ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 690/2467ฎีกา 1165/2537ฎีกา 5957/2530ฎีกา 64/2464ฎีกา 1189/2537ฎีกา 110/2513ฎีกา 1215/2501ฎีกา 2632/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา